วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 05:48 น.

กทม-สาธารณสุข

วิทยาลัยเภสัชกรรมสมุนไพรฯห่วงคุมการใช้ประโยชน์กัญชา

วันจันทร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2565, 17.24 น.

วิทยาลัยเภสัชกรรมสมุนไพรฯ ห่วงควบคุมการใช้ประโยชน์จากกัญชา หลัง สธ.ถอดออกจากรายการยาเสพติดให้โทษ ชี้ควรคงกฎหมายเดิมไว้จนกว่าจะมีฉบับใหม่ออกมา

รศ.ดร.ภญ.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ ประธานวิทยาลัยสมุนไพรแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มีมติเห็นชอบให้ถอดพืชกัญชาออกจากรายการยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5  และเห็นชอบให้ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. .... คือ สารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชาหรือกัญชง ซึ่งเป็นพืชในสกุล Cannabis ยกเว้นที่ไม่เป็นยาเสพติดให้โทษ คือ ก. สารสกัดจากพืชกัญชา กัญชง เฉพาะที่ได้จากการอนุญาตปลูกในประเทศ ในทุกส่วนที่มีปริมาณสาร THC ไม่เกิน 0.2% โดยน้ำหนัก และ ข. สารสกัดจากเมล็ดกัญชา กัญชง ที่ได้จากการปลูกในประเทศเช่นกัน

รศ.ดร.ภญ.นพมาศ กล่าวว่า วิทยาลัยเภสัชกรรมสมุนไพรแห่งประเทศ ซึ่งมีสมาชิกเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม สาขาเภสัชกรรมสมุนไพร ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารทั้งในด้านประโยชน์และโทษของพืชกัญชา รวมถึงระบบการควบคุมกำกับทั้งในและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ขอแสดงความเห็นต่อการเสนอให้ถอดพืชกัญชาออกจากรายการยาเสพติดให้โทษ ดังนี้

1.พืชกัญชา มีสาร THC หรือ Tetrahydrocannabinoid ที่อาจทำให้เกิดการเสพติด หากใช้ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะ ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เยาวชนและผู้ป่วยโรคทางจิตเวช จึงควรต้องมีการควบคุมการใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าผลเสีย

2.พืชกัญชา เป็นสมุนไพรประจำถิ่นของประเทศไทย ที่มีศักยภาพทั้งในการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสร้างเศรษฐกิจของประเทศ จึงควรได้รับการส่งเสริมให้เกิดการนำมาใช้ประโยชน์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

“จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น วิทยาลัยเภสัชกรรมสมุนไพรแห่งประเทศไทย จึงขอเสนอให้มีการพัฒนากฎหมายเพื่อควบคุมกำกับการใช้ประโยชน์จากพืชกัญชาเป็นการเฉพาะ โดยในระหว่างที่รอการพัฒนาและออกกฎหมายใหม่ ควรให้คงพืชกัญชาไว้ในรายการยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ไปพลางก่อน เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการควบคุมกำกับ ขณะเดียวกัน การออกกฎหมายเฉพาะนี้ ควรมีข้อบัญญัติที่ไม่ขัดกับข้อตกลงทางกฎหมายระหว่างประเทศ และควรเป็นกฎหมายที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาวิจัยผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากพืชกัญชาที่มีถิ่นกำเนิดภายในประเทศ ซึ่งการออกกฎหมายในลักษณะพบได้ในบางประเทศ เช่น แคนาดา เป็นต้น” ประธานวิทยาลัยสมุนไพรแห่งประเทศไทยกล่าว