วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569 12:24 น.

การศึกษา

ส่องคืบหน้าโครงการพระไตรปิฎกกับ AI บริบทมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

เปิดพลวัตใหม่พุทธศาสนาไทย สู่ยุค AI  มจร. จับมือภาคีโลก ดัน “พระไตรปิฎกบนคลาวด์” สร้างฐานข้อมูลศาสนามาตรฐานสากล

ในห้วงศตวรรษที่ 21 ซึ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data กำลังเปลี่ยนโฉมอารยธรรมมนุษย์อย่างรวดเร็ว สถาบันศาสนา—ซึ่งเป็นแหล่งภูมิปัญญาดั้งเดิมของโลก—กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และสำหรับพระพุทธศาสนาไทย การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มิได้หยุดอยู่เพียงการแปลง “ใบลาน” สู่ “ดิจิทัล” แต่คือการยกระดับกระบวนทัศน์การเข้าถึง ตีความ และสืบสานพระธรรมคำสอนในยุค AI อย่างเป็นระบบ

รายงานการวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์เรื่อง “โครงการพระไตรปิฎกกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในบริบทมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา” ชี้ว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) กำลังกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการขับเคลื่อน “พุทธศาสนาดิจิทัล” (Digital Buddhism) ในระดับภูมิภาคและระดับโลก ผ่านโครงการ “อัญเชิญพระไตรปิฎกสู่ระบบเมฆาดิจิทัล (Cloud System)” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างวัดสุทธิวราราม บัณฑิตวิทยาลัย มจร สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายธัมมเจดีย์

สร้าง “Golden Data” ต้านธรรมะบิดเบือนในยุค AI

พระสุธีรัตนบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม และคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มจร ระบุว่า ปัญหาใหญ่ของ AI ในปัจจุบันคือการดึงข้อมูลศาสนาจากอินเทอร์เน็ตซึ่งปะปนด้วยความคลาดเคลื่อน ส่งผลให้เกิดการเผยแพร่คำสอนที่ผิดเพี้ยน โครงการนี้จึงมุ่งสร้าง “ชุดข้อมูลมาตรฐาน” (Golden Data Set) ของพระไตรปิฎกที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด และจัดเก็บบน Cloud System เพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงหลักให้ AI และนักวิชาการทั่วโลก

ด้านพระบูชา ธมฺมปูชโก ผู้อำนวยการโครงการพระธัมมเจดีย์ ชี้ว่า โครงการถูกออกแบบบนแนวคิด Open Platform และ Open Standard เพื่อเปิดโอกาสให้นักพัฒนาและพุทธศาสนิกชนทั่วโลกนำข้อมูลไปต่อยอด สร้างนวัตกรรม และเชื่อมโยงกับองค์ความรู้สมัยใหม่ ทำให้พระไตรปิฎกกลายเป็นแกนกลางของระบบนิเวศ AI ทางศาสนา

บทบาทใหม่ “นักบาลี” จากผู้ท่องจำ สู่ผู้กำกับข้อมูล

รายงานระบุว่า การมาถึงของ AI ไม่ได้ลดบทบาทนักวิชาการบาลี แต่กลับยกระดับบทบาทจาก “ผู้ท่องจำและแปล” สู่ Data Steward หรือผู้ตรวจสอบและกำกับคุณภาพข้อมูล นักบาลีและพระสงฆ์ต้องทำงานร่วมกับวิศวกรในการกำหนดโครงสร้างภาษา ความหมาย และบริบท เพื่อให้ AI เข้าใจธรรมะอย่างถูกต้อง

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Tipitaka AI Robotic ยังชี้ว่า การพัฒนา AI เพื่อสวดมนต์หรือเยียวยาจิตใจ จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านบาลีควบคุมจังหวะ อักขระ และนัยความหมาย เพื่อคง “รสแห่งธรรม” และความถูกต้องทางพระวินัย

ความท้าทายภาษาบาลี กับหัวใจ Human-in-the-loop

แม้ AI จะก้าวหน้าเพียงใด แต่ภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาทรัพยากรน้อย (Low-resource Language) ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ ทั้งปัญหาความกำกวมของคำ เช่น “สังขาร” หรือ “ธรรม” และความเสี่ยงจาก AI Hallucination รายงานจึงย้ำว่าระบบต้องมี Human-in-the-loop ให้มนุษย์ตรวจสอบ แก้ไข และรับผิดชอบต่อความถูกต้องในทุกขั้นตอน

มจร กับยุทธศาสตร์ศูนย์กลางพุทธศาสนา AI

ในระดับนโยบาย มจร. ตั้งเป้าเชื่อมฐานข้อมูลพระไตรปิฎกเข้ากับโครงสร้างพื้นฐาน AI ของชาติ เช่น Thai Large Language Model (Thai LLM) ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) เพื่อเสริม “อธิปไตยทางข้อมูล” และทำให้ AI ไทยเข้าใจรากวัฒนธรรมพุทธได้ลึกซึ้งกว่าระบบจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ โครงการยังมีมิติการมีส่วนร่วมของสาธารณชน ผ่านระบบ Crowdsourcing Verification บนแพลตฟอร์ม namotassa.net เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมตรวจสอบตัวบทพระไตรปิฎก ทำให้คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์กลายเป็น “สมบัติร่วมของมหาชน” อย่างแท้จริง

AI ในฐานะ “กัลยาณมิตร” ไม่ใช่ผู้แทนพระสงฆ์

รายงานสรุปว่า อนาคตของโครงการมิใช่การสร้าง “พระจักรกล” แต่คือการใช้ AI เป็น กัลยาณมิตรทางปัญญา ช่วยลดอุปสรรคด้านภาษา ข้อมูล และเวลา เพื่อให้มนุษย์เข้าถึงธรรมะได้ง่ายและลึกซึ้งขึ้น โดยย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนายังคงเป็นการหลุดพ้น ซึ่งต้องอาศัยจิตของมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักร

โครงการพระไตรปิฎกกับ AI จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนเชิงประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาไทย—การผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย ภายใต้หลัก “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” เพื่อพาสังคมก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างมีปัญญาและสันติสุข
 

หน้าแรก » การศึกษา

ข่าวในหมวดการศึกษา