วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569 01:48 น.

การศึกษา

สอวช. กระตุกให้คิด ชวนมองอนาคตอาหารไทย เสริมเกราะความมั่นคงทางอาหาร รับมือวิกฤติโลก–สงครามการค้า

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

สอวช. กระตุกให้คิด ชวนมองอนาคตอาหารไทย เสริมเกราะความมั่นคงทางอาหาร รับมือวิกฤติโลก–สงครามการค้า ดันวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง 

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงจากสงครามที่ส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆ ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน ด้านเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต หลายภูมิภาคทั่วโลกต่างเร่งสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง ที่ถือเป็นหนึ่งในอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ และตัวชี้วัดความอยู่รอดทางเศรษฐกิจระดับมหภาค เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต

ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตอาหารสำคัญของโลก จึงจำเป็นต้องยกระดับอุตสาหกรรมอาหารจากระบบการผลิตแบบดั้งเดิม สู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และเสริมความมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า สอวช. ตระหนักถึงความสำคัญของการรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนดังกล่าว จึงได้มีการผลักดันยุทธศาสตร์ “Future Food” หรือ อาหารแห่งอนาคต ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ และอาหารเฉพาะบุคคล รวมถึงการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีนของประเทศ (Protein Transition) เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงจาก Supply Chain Disruption ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติหรือสงคราม ซึ่งอาจทำให้การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพดจากต่างประเทศขาดแคลน หรือมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน “Plant-Rich Food System” หรือระบบอาหารพืชนำ ที่สามารถพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศได้เกือบทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดการนำเข้า และเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรของไทย

ดร.สุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ Future Food สอวช. ได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ อาหารเฉพาะบุคคล โปรตีนทางเลือก รวมถึงอาหารพืชนำ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

หนึ่งในความสำเร็จสำคัญคือ การจัดทำบัญชีสารสำคัญ (Positive List) สำหรับรองรับการกล่าวอ้างด้านสุขภาพบนฉลากอาหาร ซึ่งช่วยสร้างมาตรฐานและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค พร้อมทั้งพัฒนากลไกแซนด์บ็อกซ์ด้านอาหารอนาคต เพื่อสนับสนุนการทดสอบและขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน สอวช. ยังผลักดันแนวคิด Plant-Rich Diet เพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหารในภาวะวิกฤติ โดยมุ่งพัฒนาพืชท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โตเร็ว และใช้ทรัพยากรต่ำ ให้เป็นคลังอาหารสำรองของประเทศ นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยหากประชากรไทยเพียง 10% ปรับพฤติกรรมมาบริโภคอาหารแบบ Plant-Rich Diet จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตอาหาร

ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวอีกว่า ในระยะต่อไป สอวช. มีแผนเร่งขยาย Positive List เพิ่มกว่า 20 รายการ พร้อมพัฒนากลไก คอนซอร์เทียมด้านเทคโนโลยีการสกัดและเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและการหมักแบบแม่นยำ (Precision Fermentation) รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนด้านอาหารอนาคต เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่เข้มแข็งของประเทศ

“ปัจจุบันอุตสาหกรรม Future Food ของไทยมีมูลค่าส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท และตลาดภายในประเทศประมาณ 190,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในปี 2570 จะเพิ่มเป็น 220,000 ล้านบาท และ 280,000 ล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนศักยภาพของไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค การขับเคลื่อน Future Food จึงไม่ใช่เพียงการยกระดับเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของโลกในยุควิกฤติ ทั้งจากสงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคต” ดร.สุรชัย กล่าวทิ้งท้าย
 

หน้าแรก » การศึกษา