วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 06:31 น.

การศึกษา

โตแรง 62.6% ทะลุ Top 50 โลก! “อ.เชน” ชี้สตาร์ตอัปไทยคือความหวังใหม่พาประเทศไปต่อ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

สตาร์ตอัปไทยโตแรง 62.6% ทะลุ Top 50 โลกในรอบ 6 ปี พ่วงเบอร์ 1 MedTech อาเซียน! “ศ.ดร.ยศชนัน” นำทีม อว.-NIA ดัน ‘กทม.-เชียงใหม่-ภูเก็ต’ และย่านอารีย์เป็นแม่เหล็กดึงทุนและคนเก่งทั่วโลก ชี้เป็นสัญญาณบวกพิสูจน์ไทยมีดีกว่าแค่การท่องเที่ยว มั่นใจนี่คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะพาประเทศไปต่อได้

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เผยผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026) จัดโดย StartupBlink ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลกจาก 120 ประเทศและกว่า 1,500 เมือง โดยปีนี้ภาพรวมประเทศไทยสามารถขยับสู่อันดับ 49 ของโลก เข้าสู่อันดับ Top 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี อันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างอัตราการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัปสูงถึงร้อยละ 62.6 และยังติดอันดับเมืองที่เอื้อต่อสตาร์ตอัปกลุ่ม MedTech ดีที่สุดในอาเซียน ขณะที่กรุงเทพมหานครขยับขึ้นสู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของอาเซียน พร้อมคว้าอันดับ 1 เมืองโรโบติกส์อาเซียน (อันดับ 17 โลก) ด้านเชียงใหม่ - ภูเก็ต เติบโตสูงขึ้นกว่าร้อยละ 91.6 และ 85.9 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีเมืองใหม่ที่มีศักยภาพสูงเพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนเมืองติดอันดับมากที่สุดอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนวิทยาการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า “นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจด้านนวัตกรรมของประเทศไทย หลังผลการจัดอันดับ Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink ที่ล่าสุดสามารถขยับขึ้นสู่อันดับ 49 ของโลก และเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่เข้าสู่ Top 50 อันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของเมือง และระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่เติบโตจากการขับเคลื่อนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน มุ่งสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าสตาร์ตอัปไม่ใช่เพียงธุรกิจเกิดใหม่ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง New Growth Engine ให้กับประเทศ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจดิจิทัล การเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างงานทักษะสูง และการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งการที่ประเทศไทยสามารถก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลก และอันดับ 1 ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อันดับ 8 ของโลก) รวมถึงการที่กรุงเทพมหานครครองอันดับ 1 ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ในภูมิภาค ถือเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ผู้ประกอบการ และเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระทรวง อว. และ NIA อยู่ระหว่างเร่งผลักดันและส่งเสริมในเกิดการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ผ่านโครงการสำคัญทั้งการส่งเสริม Area-based Innovation Ecosystem, Matching Fund & University Holding Company, Makerspace ชุมชน, การขยายผล Startup Thailand League รวมถึงการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนา DeepTech Startup และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในสาขายุทธศาสตร์สำคัญ เช่น MedTech, AI, Robotics, Climate Tech และ FoodTech ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง การวิจัยและพัฒนาเชิงพาณิชย์ และการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคการลงทุน เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ชาตินวัตกรรม หรือ Innovation Nation” อย่างเต็มรูปแบบ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า จุดที่น่าสนใจจากการจัดอันดับคือการที่ไทยขยับสู่การเป็นผู้นำสตาร์ตอัปในด้าน MedTech สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพความพร้อมที่จะพัฒนาเพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Economy) ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศมีความพร้อมในด้านองค์ความรู้ และความสามารถด้านนวัตกรรมที่จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะตอบโจทย์ความต้องการด้านการแพทย์ และสุขภาพในตลาดได้ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายปัจจัย เช่น เงินทุนสนับสนุน การเข้าถึงโอกาสทดสอบนวัตกรรมก่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงยังขาดการเชื่อมโยงเครือข่ายสนับสนุนการเติบโต รัฐบาลจึงพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักลงทุน เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสตามเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงด้วยวิจัยและนวัตกรรม

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA เผยความสำเร็จของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยที่เติบโตจนติด Top 50 ของโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี และมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มนี้ รวมถึงรั้งอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิกด้านกิจกรรมชุมชนสตาร์ตอัป นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังขยับขึ้นสู่อันดับ 76 ของโลก (และเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคด้านวิทยาการหุ่นยนต์) ขณะที่เมืองรองอย่างเชียงใหม่และภูเก็ตก็เติบโตอย่างมาก ความสำเร็จทั้งหมดนี้ถูกประเมินจากเกณฑ์ 3 ด้านของ StartupBlink ได้แก่ ปริมาณกิจกรรมในระบบ (Quantity), คุณภาพและผลกระทบ (Quality) และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environment) ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่งของไทย

วิสัยทัศน์และการพัฒนาสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมโลก ปัจจุบันประเทศไทยได้เปลี่ยนจากเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว สู่การเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลก เพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ NIA เตรียมปั้น “ย่านนวัตกรรมอารีย์” ให้เป็นศูนย์กลางคอมมูนิตี้สตาร์ตอัปเพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ เงินทุน และเครือข่ายระดับนานาชาติ การเติบโตครั้งนี้เป็นสัญญาณชี้ชัดว่าไทยกำลังก้าวสู่การเป็น Global Startup Hub โดย NIA จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็น Startup Nation อย่างยั่งยืนในอนาคต
 

หน้าแรก » การศึกษา