วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 07:56 น.

การศึกษา

พบแหวนทองคำจารึกอักษรพราหมีอายุ 2,000 ปี ที่เพชรบุรี พลิกโฉมประวัติศาสตร์การค้าโลกโบราณ เชื่อมสุวรรณภูมิกับอินเดีย

วันจันทร์ ที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

วงการโบราณคดีไทยสร้างความฮือฮาอีกครั้ง หลังการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี พบแหวนทองคำตราประทับจารึกอักษรพราหมีโบราณ อายุราว 1,900–2,100 ปี นับเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์ทางการค้า ศาสนา และวัฒนธรรมระหว่างดินแดนสุวรรณภูมิกับอนุทวีปอินเดียในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5–7 พร้อมยืนยันบทบาทของคาบสมุทรไทยในฐานะศูนย์กลางเครือข่ายการค้าทางทะเลยุคโบราณ

การค้นพบครั้งนี้ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ภายหลังทีมนักโบราณคดีของกรมศิลปากรดำเนินการขุดค้นโครงกระดูกมนุษย์หมายเลข 4 และพบแหวนทองคำจำนวน 2 วง โดยหนึ่งในนั้นเป็นแหวนตราประทับที่มีการสลักอักษรพราหมีไว้อย่างชัดเจน นับเป็นการค้นพบที่มีความสำคัญทั้งในเชิงโบราณคดี อักขรวิทยา และประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของภูมิภาค

จารึก "ปุสรขิตส" เบาะแสพ่อค้าชาวอินเดียในสุวรรณภูมิ

ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณจากมหาวิทยาลัยศิลปากรและกรมศิลปากร ระบุว่า จารึกบนหัวแหวนอ่านได้ว่า "ปุสรขิตส" (Pusarakhitasa) ซึ่งเป็นภาษาปรากฤต เขียนด้วยอักษรพราหมี มีความหมายว่า "ของปุสรขิตะ" หรือ "ผู้ได้รับการคุ้มครองจากดาวปุษยะ" อันเป็นชื่อที่สะท้อนความเชื่อทางโหราศาสตร์ของอินเดียโบราณ

นักวิชาการสันนิษฐานว่า เจ้าของแหวนน่าจะเป็นพ่อค้าในวรรณะแพศย์ ผู้มีบทบาทในเครือข่ายการค้าทางทะเลระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้แหวนตราประทับเป็นเครื่องหมายรับรองสินค้าและกรรมสิทธิ์ในการค้าระหว่างประเทศ

เชื่อมโยงเครือข่ายการค้าข้ามมหาสมุทรเมื่อ 2,000 ปีก่อน

การศึกษายังพบว่า ชื่อ "ปุสรขิตะ" มีความสอดคล้องกับจารึกที่ค้นพบในบริเวณสถูปสาญจี ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาและการค้าสำคัญในยุคโบราณ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของผู้คน ภาษา และวัฒนธรรมระหว่างอินเดียกับดินแดนสุวรรณภูมิ

หลักฐานดังกล่าวสนับสนุนแนวคิดว่า ดอนยายทองเป็นหนึ่งในจุดพักสินค้าและศูนย์กลางการค้าบนเส้นทางข้ามคาบสมุทร ซึ่งเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ก่อนกระจายสินค้าสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กู้ภัยโบราณคดีท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติ

การขุดค้นครั้งนี้ดำเนินไปภายใต้สภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ทั้งน้ำใต้ดิน ความชื้น และความเค็มในดิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการคงสภาพโครงกระดูกและโบราณวัตถุ

กรมศิลปากรจึงนำเทคนิคการอนุรักษ์สมัยใหม่มาใช้ ทั้งการแยกชิ้นส่วนโครงกระดูกและการยกหลักฐานทั้งแท่นดิน (Block Extraction) เพื่อรักษาบริบททางโบราณคดีให้สมบูรณ์ที่สุด ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์ทางวิทยาศาสตร์

สุสานชนชั้นนำกับหลักฐานการผสานวัฒนธรรม

นอกจากแหวนทองคำแล้ว นักโบราณคดียังพบโครงกระดูกมนุษย์อย่างน้อย 8–9 โครง พร้อมกลองมโหระทึกแบบดองซอน ภาชนะสำริด ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน และเครื่องประดับทองคำ ซึ่งสะท้อนว่าพื้นที่แห่งนี้อาจเป็นสุสานของชนชั้นนำในชุมชนโบราณ

การพบแหวนตราประทับของพ่อค้าชาวอินเดียร่วมกับพิธีกรรมฝังศพแบบท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมทางวัฒนธรรมระหว่างอารยธรรมอินเดียกับชุมชนพื้นเมืองสุวรรณภูมิ อันเป็นหลักฐานสำคัญของการแลกเปลี่ยนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อเมื่อกว่า 2 สหัสวรรษก่อน

เตรียมจัดแสดงสู่สาธารณชน

ภารกิจขุดค้นคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน ก่อนปิดหลุมขุดค้นอย่างเป็นทางการ จากนั้นกรมศิลปากรจะจัดแถลงผลการศึกษาระยะแรก พร้อมเตรียมจัดนิทรรศการแสดงโบราณวัตถุจากแหล่งดอนยายทอง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

แหวนทองคำทั้งสองวงได้ถูกส่งไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี เพื่อดำเนินการอนุรักษ์และศึกษาวิจัยเชิงลึก ซึ่งคาดว่าจะช่วยไขปริศนาประวัติศาสตร์ของจังหวัดเพชรบุรี และยกระดับองค์ความรู้เกี่ยวกับเครือข่ายการค้าโลกยุคโบราณได้อย่างมีนัยสำคัญ

ความหมายต่อประวัติศาสตร์ไทย

การค้นพบแหวนทองคำจารึกอักษรพราหมีครั้งนี้ ไม่เพียงเพิ่มหลักฐานใหม่ทางโบราณคดี หากยังตอกย้ำว่า ดินแดนไทยมิใช่เพียงปลายทางของการแลกเปลี่ยนสินค้า หากแต่เป็นศูนย์กลางสำคัญของเส้นทางการค้าระหว่างโลกตะวันตก อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคแรกเริ่มของโลกาภิวัตน์

นักวิชาการเห็นตรงกันว่า การค้นพบครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของสุวรรณภูมิ และอาจนำไปสู่การตีความบทบาทของประเทศไทยในเครือข่ายอารยธรรมโลกเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนในมิติใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ความสำเร็จของกรมศิลปากรในการประยุกต์ใช้วิทยาการอนุรักษ์เพื่อกู้ภัยทางโบราณคดี ท่ามกลางอุปสรรคทางนิเวศวิทยา ทำให้เราสามารถรักษาบริบทของการผสานทางวัฒนธรรมระหว่างพิธีกรรมฝังศพพื้นเมืองร่วมกับกลองมโหระทึกดองซอน และสัญลักษณ์อำนาจทางธุรกิจแบบอินเดียโบราณไว้ได้อย่างครบถ้วน การเตรียมการจัดนิทรรศการและการผลักดันให้เกิดการศึกษาเชิงลึก ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ตามที่นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ได้เน้นย้ำไว้ จะไม่เพียงแต่สร้างความตระหนักรู้ถึงมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ แต่ยังเปิดศักราชใหม่ให้แก่การศึกษานิรุกติศาสตร์และโบราณคดีในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สืบต่อไป

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์อักษรพราหมีจารึกบนแหวนทองคำที่ขุดพบที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จ.เพชรบุรี: ศึกษาเปรียบเทียบกับข้อมูลบนแผ่นดินไทยและแหล่งข้อมูลอื่นพบว่า

การขุดค้นทางโบราณคดี ณ แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ได้สร้างความตื่นตะลึงและพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มของแผ่นดินไทยอีกครั้ง เมื่อทีมนักโบราณคดีได้ค้นพบแหวนทองคำเพิ่มอีกจำนวน 2 วง บริเวณโครงกระดูกมนุษย์หมายเลข 4 โดยหนึ่งในนั้นมีลักษณะเป็นแหวนตราประทับ (Signet Ring) ที่ส่วนหัวแหวนสลักอักษรพราหมีโบราณอย่างชัดเจน การค้นพบนี้ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 โดยนางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับรายงานความคืบหน้าจากนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เหตุการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการค้นพบวัตถุมีค่าทางศิลปกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงชุมชนโบราณในพื้นที่ภาคตะวันตกของไทยเข้ากับเครือข่ายการค้าทางทะเลของอารยธรรมอินเดียที่มีอายุเก่าแก่ราว 1,900 ถึง 2,100 ปีมาแล้ว หรือในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5-7

บริบทการขุดค้นและวิทยาการอนุรักษ์เพื่อการกู้ภัยทางโบราณคดี

พัฒนาการของการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทองดำเนินไปภายใต้ความท้าทายทางนิเวศวิทยาอย่างยิ่งยวด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 อธิบดีกรมศิลปากรได้มอบหมายให้นางนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี นำทีมนักโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่เพื่อเร่งจัดเก็บหลักฐานทางโบราณคดีอย่างเร่งด่วน การปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการ "กู้ภัยทางโบราณคดี" เนื่องจากหลุมขุดค้นกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ได้แก่ ปัญหาน้ำใต้ดิน ความเค็มสะสมในชั้นดิน และความชื้นแฉะอันเกิดจากฤดูฝน ปัจจัยทางกายภาพและเคมีเหล่านี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้โครงกระดูกมนุษย์โบราณมีสภาพเปื่อยยุ่ยอย่างรวดเร็ว และก่อให้เกิดสนิมกัดกร่อน (Bronze disease) ในโบราณวัตถุประเภทสำริดอย่างรุนแรง

เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว กรมศิลปากรได้บูรณาการร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์เพื่อแบ่งแนวทางการกู้โครงกระดูกมนุษย์และโบราณวัตถุออกเป็น 2 แนวทางหลักตามหลักวิชาการอนุรักษ์ แนวทางแรกคือการจัดเก็บเป็นรายชิ้นส่วน (Individual bone extraction) สำหรับโครงกระดูกกลุ่มแรก ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงและคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 สัปดาห์ แนวทางที่สองคือการกู้หลักฐานแบบยกทั้งแท่นดิน (Block Extraction) สำหรับโครงกระดูกกลุ่มที่สอง โดยนักวิทยาศาสตร์จะใช้สารเคมีพิเศษในการผนึกและทำเฝือกค้ำยันสภาพโครงกระดูกไว้กับเนื้อดินเดิมเพื่อป้องกันการแตกหักเสียหายระหว่างการเคลื่อนย้าย ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 สัปดาห์

กรณีศึกษาที่สำคัญยิ่งสำหรับการยกทั้งแท่นดินคือ โครงกระดูกที่ค้นพบล่าสุดซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกเด็ก โครงกระดูกนี้อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างเปื่อยพังง่ายมากและมีภาชนะสำริดขนาดใหญ่วางอยู่บริเวณกลางลำตัว การยกขึ้นทั้งบล็อกดินจึงเป็นมาตรการเดียวที่จะรักษาสภาพหลักฐานและบริบทแวดล้อมทางโบราณคดี (Archaeological context) ให้มีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะนำเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ กรมศิลปากร

นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ภารกิจช่วงสุดท้ายของการขุดค้นนี้คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการอีกประมาณ 1 เดือน ก่อนที่จะทำการปิดหลุมขุดค้นอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นจะมีการจัดแถลงผลการดำเนินงานทางโบราณคดีระยะแรก พร้อมทั้งเตรียมจัดนิทรรศการเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้ร่วมชมโบราณวัตถุอันล้ำค่าจากแหล่งดอนยายทองเป็นครั้งแรก ในขณะเดียวกัน โบราณวัตถุชิ้นเอกอย่างแหวนทองคำทั้งสองวง ได้ถูกส่งมอบให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี เพื่อการเก็บรักษาและเตรียมความพร้อมสำหรับการอนุรักษ์และศึกษาวิจัยเชิงลึก ซึ่งการศึกษาวิจัยเหล่านี้เชื่อมั่นว่าจะสามารถเปิดหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของจังหวัดเพชรบุรีและประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญสูงสุด

อักขรวิทยาและนิรุกติศาสตร์: การถอดรหัสจารึก "ปุสรชิตส" หรือ "ปุสรขิตส"

ความสำคัญสูงสุดของการค้นพบครั้งนี้อยู่ที่แหวนทองคำตราประทับซึ่งถูกค้นพบเคียงข้างโครงกระดูกหมายเลข 4 จากการตรวจวิเคราะห์เบื้องต้นโดย ดร.อุเทน วงศ์สถิต จากภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณของกรมศิลปากร พบว่ารูปแบบตัวอักษรที่สลักอยู่บนส่วนหัวของแหวนนั้น เป็นอักษรอินเดียโบราณแบบพราหมี (Brahmi script) ซึ่งเป็นอักษรแม่แบบที่เก่าแก่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียใต้และแพร่หลายในยุคต้นประวัติศาสตร์ ลักษณะทางอักขรวิทยาสามารถกำหนดอายุทางเทียบได้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 5 ถึง 7 หรือราว 1,900 ถึง 2,100 ปีมาแล้ว

การถอดความทางภาษาศาสตร์พบว่า ตัวจารึกถูกเขียนขึ้นในภาษาปรากฤต (Prakrit) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารอย่างกว้างขวางในอินเดียโบราณ ควบคู่ไปกับภาษาสันสกฤต คำจารึกดังกล่าวอ่านได้ความว่า "ปุสรชิตส" (ตามการรายงานเบื้องต้น) หรือในรูปการอ่านเชิงอักขรวิทยาที่แม่นยำขึ้นคือ "ปุสรขิตส" (Pusarakhitasa) การวิเคราะห์โครงสร้างทางไวยากรณ์สามารถแยกองค์ประกอบของคำได้ดังนี้ ส่วนแรกคือ "ปุส" (Pusa) ซึ่งตรงกับคำว่า "ปุษฺย" (Puṣya) ในภาษาสันสกฤต หรือ "ปุสฺส" (Pussa) ในภาษาบาลี อันหมายถึง ดาวปุษยะ หรือกลุ่มดาวดาวมังกร ซึ่งในระบบโหราศาสตร์อินเดียโบราณถือเป็นฤกษ์มงคลสูงสุดฤกษ์หนึ่ง ส่วนที่สองคือ "รขิต" (Rakhita) ซึ่งตรงกับ "รกฺษิต" (Rakṣita) ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ผู้ที่ได้รับการปกป้อง คุ้มครอง หรือรักษา และส่วนสุดท้ายคือ "ส" (-sa) ซึ่งเป็นวิภัตติปัจจัยในภาษาปรากฤต (Genitive case) ที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของ เทียบเท่ากับวิภัตติ "-สฺย" ในภาษาสันสกฤต แปลว่า "ของ..."

เมื่อนำองค์ประกอบทั้งหมดมารวมกัน คำว่า "ปุสรขิตส" จึงมีความหมายที่สมบูรณ์ว่า "ของปุสรขิตะ" ซึ่งแปลความหมายเชิงสัญลักษณ์ได้ว่า "ผู้ที่ได้รับการคุ้มครองจากฤกษ์หรือดาวปุษยะ" ธรรมเนียมการตั้งชื่อบุคคลโดยอิงกับระบบโหราศาสตร์หรือกลุ่มดาว (Nakshatra) เป็นวิถีปฏิบัติที่หยั่งรากลึกในสังคมอินเดียโบราณ เนื่องจากมีความเชื่อทางเทววิทยาว่าดวงดาวประจำวันเกิดจะมอบพลังอำนาจและกำหนดสิริมงคลให้แก่ชีวิตของผู้ที่เป็นเจ้าของชื่อ ดร.อุเทน วงศ์สถิต ได้ตั้งข้อสันนิษฐานที่สำคัญยิ่งว่า เจ้าของแหวนวงนี้น่าจะเป็นบุคคลที่มีฐานะมั่งคั่งและมีสถานะทางสังคมอยู่ใน "วรรณะแพศย์" (Vaishya) หรือชนชั้นพ่อค้าวาณิช ที่มีศักยภาพในการเดินทางข้ามมหาสมุทรเพื่อทำการค้าหรือตั้งรกรากในดินแดนสุวรรณภูมิ แหวนตราประทับในลักษณะนี้มิได้เป็นเพียงเครื่องประดับเพื่อความสวยงาม แต่ทำหน้าที่เสมือนตราประทับทางธุรกิจ (Merchant guild seals) ที่ใช้สำหรับประทับลงบนดินเหนียวเพื่อปิดผนึกสินค้า รับรองกรรมสิทธิ์ และอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ในระบบเศรษฐกิจระดับโลกเมื่อสองสหัสวรรษก่อน ส่วนแหวนทองคำอีกวงที่พบในบริบทเดียวกันนั้น เป็นแหวนทองคำเกลี้ยงที่ไม่มีลวดลายหรือการตกแต่งเพิ่มเติมใดๆ ซึ่งอาจใช้เป็นเครื่องประดับสวมใส่คู่กัน หรือเป็นทุนรอนสำรองของพ่อค้าผู้นี้

การสืบค้นหลักฐานร่วมสมัยในภูมิภาคเอเชียใต้

เพื่อขยายขอบเขตการทำความเข้าใจบริบทของชื่อ "ปุสรขิตะ" นักวิชาการได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลจารึกที่พบในดินแดนต้นทางอย่างประเทศอินเดีย ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เปิดเผยผลการสืบค้นชื่อ "ปุสรขิต" ในทำเนียบจารึกโบราณของอินเดีย พบว่ามีความสอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญกับกลุ่มจารึกที่ค้นพบ ณ สถูปสาญจี (Sanchi Stupa) รัฐมัธยประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาและเส้นทางการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุคราชวงศ์ศุงคะและราชวงศ์สาตวาหนะตอนต้น

ในระบบนิรุกติศาสตร์ที่ปรากฏบนสถูปสาญจี มีการค้นพบรูปแบบไวยากรณ์ที่ใช้เป็นต้นแบบของการเขียนจารึกบริจาคทาน เช่น คำว่า "อิสิรขิตสทานํ" (Isirakhitasa Danam) ซึ่งมีความหมายว่า "ทานของอิสิรขิตะ" หรือผู้ที่ได้รับการคุ้มครองโดยฤๅษี ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ การค้นพบหลักฐานที่ระบุชื่อ "ปุสรขิต" (Pusarakhita) โดยตรงถึงสองรายการในพื้นที่เดียวกัน รายการแรกเป็นจารึกบนชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่ระบุถึง "ภิกษุปุสรขิตะ" ผู้เป็นศิษย์ของพระอริยะ (pusarakhitasa dānaṃ ayasa atevāsino) ส่วนรายการที่สองเป็นจารึกบนคานขวางที่ระบุถึง ฆราวาสผู้อยู่อาศัยในเมืองวิทิศา (Vidisha) ซึ่งเป็นสามีของสตรีชื่อนางนาคทัตตา (Nagadatta)

แม้ว่าในเชิงประวัติศาสตร์จะไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่าปุสรขิตะแห่งสาญจีและปุสรขิตะเจ้าของแหวนที่ดอนยายทองคือบุคคลเดียวกัน แต่ความเชื่อมโยงทางนามวิทยานี้เป็นหลักฐานชิ้นเอกที่ยืนยันว่า โครงสร้างการตั้งชื่อและค่านิยมทางวัฒนธรรมของเจ้าของแหวนดอนยายทอง มีรากฐานที่เชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับกลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ในภาคกลางและภาคใต้ของอินเดียในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน การที่ชื่อระดับมหาเศรษฐีหรือพ่อค้าผู้มั่งคั่งจากอินเดียมาปรากฏอยู่บนคาบสมุทรไทย จึงเป็นการตอกย้ำภาพลักษ์ของเครือข่ายการค้าข้ามมหาสมุทร (Maritime Silk Road) ที่มีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก

การวิเคราะห์เปรียบเทียบหลักฐานอักษรพราหมีในคาบสมุทรไทย

เมื่อมองย้อนกลับมาที่บริบทภายในประเทศ กรมศิลปากรได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยเคยมีการค้นพบอักษรพราหมีบนตราประทับและเครื่องประดับจากแหล่งโบราณคดีสำคัญในภาคใต้มาก่อนหน้าแล้ว โดยเฉพาะที่จังหวัดกระบี่และจังหวัดชุมพร การค้นพบแหวนทองคำที่จังหวัดเพชรบุรีในครั้งนี้จึงเติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์และเชื่อมโยงภาพรวมของชุมชนโบราณในพื้นที่ภาคตะวันตกเข้ากับเครือข่ายการค้าในภูมิภาคได้อย่างเป็นระบบ

เพื่อให้เห็นภาพรวมของความเชื่อมโยงเชิงประจักษ์ การจัดระบบข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างแหวนตราประทับดอนยายทองและโบราณวัตถุประเภทจารึกอักษรพราหมีในแหล่งอื่นๆ บนคาบสมุทรไทย สามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้

ลักษณะทางโบราณคดีและจารึก แหล่งดอนยายทอง (จ.เพชรบุรี) แหล่งภูเขาทอง (จ.ระนอง) แหล่งควนลูกปัด (จ.กระบี่) แหล่งเขาสามแก้ว (จ.ชุมพร)
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ฝั่งอ่าวไทย (ตะวันออกของคาบสมุทร) ฝั่งทะเลอันดามัน (ตะวันตกของคาบสมุทร) ฝั่งทะเลอันดามัน (ตะวันตกของคาบสมุทร) ฝั่งอ่าวไทย (ตะวันออกของคาบสมุทร)
อายุทางเทียบ (ประมาณการ) พุทธศตวรรษที่ 5-7 พุทธศตวรรษที่ 5-7 พุทธศตวรรษที่ 5-8 พุทธศตวรรษที่ 4-6
ประเภทโบราณวัตถุหลัก แหวนทองคำตราประทับ แหวนทองคำตราประทับ ตราประทับคาร์เนเลียน / หินสัมผัสทอง (Touchstone) ตราประทับหินแกะสลัก (Intaglio)
ประเภทอักษร พราหมีโบราณ (Brahmi) พราหมีโบราณ (Brahmi) พราหมี / ทมิฬ-พราหมี พราหมี
ภาษา ปรากฤต ปรากฤต ปรากฤต / สันสกฤต / ทมิฬ ปรากฤต
คำอ่านจารึกที่สำคัญ "ปุสรขิตส" "อรหต ปาลิตส" "รุชโช" / "เปรม พะตัน กัส" พบลวดลายและอักษรย่อ
ความหมาย ของปุสรขิตะ (ผู้ถูกคุ้มครองโดยดาวปุษยะ) ของอรหันตปาลิตะ (ผู้ถูกคุ้มครองโดยพระอรหันต์) "ทำลาย" / "หินของนายช่างทองผู้ยิ่งใหญ่" การรับรองสินค้า/สัญลักษณ์สิริมงคล
กลุ่มสังคมสันนิษฐาน พ่อค้าวรรณะแพศย์ (ความเชื่อโหราศาสตร์) พ่อค้าวรรณะแพศย์ (นับถือพุทธศาสนา) ช่างทอง / สมาคมพ่อค้าอินเดียตอนใต้ พ่อค้าและช่างฝีมือชาวอินเดีย

 

จากข้อมูลในตาราง จะเห็นได้ว่าแหวนทองคำภูเขาทอง จังหวัดระนอง ซึ่งค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2558 เป็นหลักฐานที่มีความใกล้เคียงกับแหวนดอนยายทองมากที่สุด ทั้งในด้านวัสดุ ยุคสมัย และลักษณะการใช้งาน จารึก "อรหต ปาลิตส" (Arahatapalitasa) บนแหวนภูเขาทองสะท้อนถึงบริบททางพุทธศาสนาอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับยุคราชวงศ์สาตวาหนะตอนต้นในอินเดีย โดยทั้งปุสรขิตะและอรหันตปาลิตะต่างก็มีแนวโน้มที่จะเป็นพ่อค้าในวรรณะแพศย์เช่นเดียวกัน ในขณะที่แหล่งควนลูกปัด (คลองท่อม) ได้แสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของช่างฝีมือชาวอินเดียตอนใต้ผ่านการพบหินสัมผัสทองที่มีจารึกอักษรทมิฬ-พราหมี ซึ่งเป็นเครื่องมือทางอุตสาหกรรมทองคำโดยตรง ข้อมูลเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นถึงการไหลเวียนของกลุ่มคนและเทคโนโลยีจากพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน (ฝั่งตะวันตก) ข้ามเทือกเขามายังพื้นที่อ่าวไทย (ฝั่งตะวันออก) ซึ่งดอนยายทองและเขาสามแก้วทำหน้าที่เป็นจุดรับส่งสินค้าและจุดผลิตที่สำคัญบนเส้นทางข้ามคาบสมุทร

บริบททางโบราณคดีของดอนยายทอง: การผสานทางวัฒนธรรมและพิธีกรรมความตาย

ความสลับซับซ้อนของหลักฐานที่แหล่งดอนยายทองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวอักษรบนแหวนทองคำ แต่ยังครอบคลุมถึงบริบทของการฝังศพที่มีลักษณะเฉพาะตัว การขุดค้นตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาพบโครงกระดูกมนุษย์รวมทั้งสิ้นอย่างน้อย 8 ถึง 9 โครง ซึ่งทุกโครงถูกจัดวางในทิศทางเดียวกันโดยหันศีรษะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สิ่งที่น่าทึ่งคือ โครงกระดูกเหล่านี้ถูกฝังร่วมกับกลองมโหระทึก (Bronze drums) รูปแบบวัฒนธรรมดองซอน (Dong Son) ถึง 6 ใบ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมยุคโลหะตอนปลายที่มีศูนย์กลางอยู่ในเวียดนามตอนเหนือและแพร่กระจายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป

กลองมโหระทึกเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาทิ้งไว้ในฐานะขยะ แต่ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบร่วมกับพิธีศพ โดยพบการใช้ภาชนะสำริดขนาดใหญ่ครอบบริเวณศีรษะหรือวางทับบนลำตัวของโครงกระดูก การสวมกำไลทองคำที่ท่อนแขน และการประดับร่างกายด้วยลูกปัดแก้วและลูกปัดหินมีค่า ปรากฏการณ์เช่นนี้บ่งชี้ว่า สถานที่แห่งนี้คือสุสานของชนชั้นนำ (Elites) หรือหัวหน้าเผ่าพันธุ์ที่มีอำนาจควบคุมทรัพยากรและเส้นทางการค้าของชุมชนพื้นเมืองดั้งเดิม

เมื่อนำแหวนทองคำ "ปุสรขิตส" ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมจากอารยธรรมอินเดีย เข้ามาพิจารณาร่วมกับกลองมโหระทึกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจพื้นถิ่น เราจะค้นพบหลักฐานเชิงประจักษ์ของการผสานทางวัฒนธรรม (Syncretism) พ่อค้าชาวอินเดียเช่นปุสรขิตะ อาจไม่ได้เพียงแค่เดินทางผ่านมาและผ่านไป แต่อาจเข้ามามีปฏิสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับชุมชนดอนยายทอง ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญาการค้า การแลกเปลี่ยนของกำนัล (Prestige goods) เพื่อสร้างพันธมิตรทางการเมือง หรือแม้กระทั่งการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมกับสตรีชั้นนำในชุมชนพื้นเมือง การที่แหวนตราประทับของพ่อค้าอินเดียถูกนำมาฝังร่วมกับศพในธรรมเนียมของลัทธิวิญญาณนิยม (Animism) ท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นว่าวัตถุชิ้นนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนสถานะจาก "เครื่องมือทางธุรกิจ" มาสู่การเป็น "เครื่องบรรณาการแห่งความตาย" ที่ใช้แสดงสถานะทางสังคมของผู้ล่วงลับในโลกหน้า

เครือข่ายการค้าโลกยุคโบราณ: จากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึงอ่าวไทย

เพื่อให้เข้าใจสถานะของพ่อค้าวาณิชอย่างปุสรขิตะได้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องพิจารณาระบบเศรษฐกิจมหภาคในยุคโลกานุวัตรระลอกแรก (Early Globalization) เมื่อราว 2,000 ปีก่อน ในช่วงเวลาดังกล่าว จักรวรรดิโรมันได้ขยายอิทธิพลทางการค้ามายังฝั่งตะวันออกผ่านทะเลแดงและมหาสมุทรอินเดีย ศูนย์กลางการค้าอินโด-โรมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งคือ เมืองท่าอริกะเมดุ (Arikamedu) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ซึ่งเต็มไปด้วยหลักฐานของเครื่องปั้นดินเผาแบบโรมัน (Arretine และ Rouletted wares) และจารึกอักษรพราหมีที่ผสมผสานกับภาษาทมิฬ

นอกจากนี้ ที่เมืองการูร์ (Karur) ซึ่งเป็นอดีตเมืองหลวงของอาณาจักรเชระ (Chera) ในภาคใต้ของอินเดียตอนใน ได้มีการขุดพบขุมทรัพย์เครื่องทองคำและเหรียญทองคำโรมันจำนวนมหาศาล รวมถึงแหวนทองคำตราประทับที่มีการผสมผสานศิลปะแบบเมดิเตอร์เรเนียนเข้ากับศิลปะอินเดีย เช่น แหวนรูปสัตว์ในตำนานมกร (Makara) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความอุดมสมบูรณ์ แหวนตราประทับเหล่านี้เชื่อว่าเป็นของสมาคมช่างทองและพ่อค้าผู้มั่งคั่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างโรมัน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วิถีปฏิบัติของสมาคมพ่อค้า (Merchant Guilds) ในอินเดียมีความเข้มแข็งอย่างมาก พวกเขามีระบบกฎหมาย การรับรองเครดิต และการใช้แหวนตราประทับเพื่อยืนยันแหล่งที่มาและป้องกันการปลอมแปลงสินค้า แหวน "ปุสรขิตส" จึงเป็นตัวแทนทางวัตถุของระบบทุนนิยมยุคโบราณ ที่เดินทางจากท่าเรือในอินเดีย ข้ามมหาสมุทรอันดามัน อาศัยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มาเทียบท่ายังเมืองฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรไทย (เช่น ระนอง หรือ กระบี่) จากนั้นจึงใช้เส้นทางเดินเท้าข้ามเทือกเขาตะนาวศรีเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากโจรสลัดในช่องแคบมะละกา มาโผล่ยังฝั่งอ่าวไทยที่เพชรบุรีและชุมพร ดอนยายทองจึงทำหน้าที่เป็นเมืองท่าหรือจุดพักสินค้าทางบก (Trans-shipment node) ที่คอยกระจายสินค้าอินเดียเข้าสู่ดินแดนตอนในของสุวรรณภูมิและลำเลียงของป่ากลับไปสู่เครือข่ายระดับโลก

บทสรุป

การค้นพบและวิเคราะห์แหวนทองคำจารึกอักษรพราหมี "ปุสรขิตส" ที่แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงพัฒนาการของแผ่นดินไทยเข้ากับหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจระดับโลกได้อย่างสมบูรณ์ หลักฐานชิ้นนี้ได้ลบล้างความเชื่อเดิมที่ว่าภูมิภาคนี้เป็นเพียงดินแดนห่างไกลความเจริญ และยืนยันถึงความมีตัวตนของเส้นทางข้ามคาบสมุทร (Trans-peninsular routes) ที่รองรับการเดินทางของพ่อค้าและเทคโนโลยีจากอินเดียและโลกตะวันตกเมื่อกว่าสองสหัสวรรษที่ผ่านมา

ความสำเร็จของกรมศิลปากรในการประยุกต์ใช้วิทยาการอนุรักษ์เพื่อกู้ภัยทางโบราณคดี ท่ามกลางอุปสรรคทางนิเวศวิทยา ทำให้เราสามารถรักษาบริบทของการผสานทางวัฒนธรรมระหว่างพิธีกรรมฝังศพพื้นเมืองร่วมกับกลองมโหระทึกดองซอน และสัญลักษณ์อำนาจทางธุรกิจแบบอินเดียโบราณไว้ได้อย่างครบถ้วน การเตรียมการจัดนิทรรศการและการผลักดันให้เกิดการศึกษาเชิงลึก ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ตามที่นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ได้เน้นย้ำไว้ จะไม่เพียงแต่สร้างความตระหนักรู้ถึงมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ แต่ยังเปิดศักราชใหม่ให้แก่การศึกษานิรุกติศาสตร์และโบราณคดีในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สืบต่อไป

หน้าแรก » การศึกษา