วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569 00:58 น.

การศึกษา

“ยศชนัน” เปิดตัว University Holding Consortium เชื่อมองค์ความรู้–งานวิจัย–ทุน–ตลาดทุน เพิ่มศักยภาพมหาวิทยาลัย ตั้งเป้าดันงานวิจัยสู่ธุรกิจ Wellness–การแพทย์–AI–เทคโนฯ ขั้นสูง 

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569, 16.50 น.

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand New Economy: From Knowledge to National Growth” ในงานเปิดตัว University Holding Consortium ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง บริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน พร้อมประกาศจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust: PE Trust) มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจเศรษฐกิจยุคใหม่และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep-Tech) ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันผลักดัน University Holding Company มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างกลไกให้การนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมออกไปสร้างธุรกิจเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยหัวใจสำคัญคือการทำให้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสามารถสร้างมูลค่าได้จริง ตั้งแต่การพัฒนาและคัดกรองทรัพย์สินทางปัญญาให้มีคุณภาพ มีศักยภาพทั้งด้านเทคโนโลยีและตลาด ก่อนนำไปสู่การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) หรือการจัดตั้งธุรกิจต่อยอดจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย (Spin-off) ทั้งนี้ กระทรวง อว. กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนากลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้การลงทุนในงานวิจัยเกิดขึ้นบนฐานของเทคโนโลยีที่มีคุณค่าและสามารถแข่งขันได้

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า เมื่อมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมี University Holding Company แล้ว ขั้นต่อไปคือการเชื่อมมหาวิทยาลัยเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็น University Holding Consortium เพื่อทลายข้อจำกัดที่แต่ละมหาวิทยาลัยต้องลงทุนเฉพาะเทคโนโลยีของตนเอง โดยเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยสามารถร่วมกันค้นหา ประเมิน และร่วมลงทุนในเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยอื่นได้ ทำให้เกิดการรวมเงินลงทุนและการร่วมลงทุน (Co-invest) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขนาดเงินลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและนักลงทุนภายนอก

กลไกดังกล่าวยังช่วยให้การพัฒนาเทคโนโลยีสามารถขยายจากการทดลองในมหาวิทยาลัยหนึ่งไปสู่การใช้งานร่วมกันในหลายมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสุขภาพที่จำเป็นต้องมีการทดสอบหรือศึกษาวิจัยในหลายศูนย์ (Multi-center) ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของธุรกิจในการขยายตลาด และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การใช้ของไทยเพื่อช่วยไทยอย่างเดียว แต่ต้องใช้ของไทยเพื่อดึงเงินและความเชื่อมั่นจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วย” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การสร้าง กลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ (New Growth Engine) จะมุ่งไปยังอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น สุขภาวะ (Wellness) การแพทย์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะแนวคิด Scientific Wellness ที่ต้องการยกระดับเรื่องสุขภาวะให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ เปิดโอกาสให้ธุรกิจเกิดใหม่ (Startup) และธุรกิจต่อยอดจากมหาวิทยาลัย (Spin-off) เข้ามาพัฒนาร่วมกับองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ อาหาร การเกษตร และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุน กลไกทางการเงินเพื่อธรรมชาติ (Nature Financing) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโอกาสใหม่ของประเทศไทย

“เราต้องคิดในระดับโลก เพราะประเทศไทยมีประชากรประมาณ 60 ล้านคน หากคิดอยู่เฉพาะตลาดในประเทศ เราจะไม่สามารถขยายธุรกิจได้ในระดับใหญ่ การมองตลาดโลกจะทำให้ธุรกิจไทยเติบโต มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดคนไทยก็จะได้ใช้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งใน 15 มหาวิทยาลัยที่จัดตั้ง University Holding Company สำเร็จ กล่าวว่า University Holding Company จะเกิดพลังเมื่อทำงานควบคู่กับมหาวิทยาลัย และการรวมตัวเป็น University Holding Consortium จะช่วยทลายข้อจำกัดด้านเงินทุนและความเชี่ยวชาญของแต่ละมหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้บริษัทโฮลดิ้งสามารถร่วมลงทุนในเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยอื่น และสร้างการทำงานร่วมกันในระดับเครือข่าย

ทั้งนี้ Consortium จะขับเคลื่อนผ่าน 3 แพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ USC Synergy เชื่อมงานวิจัยและเทคโนโลยีข้ามมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างการร่วมลงทุน (Co-investment) Venture Builder พัฒนาทีม เทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจให้มีความพร้อมเข้าสู่ตลาด และ Catalyst สนับสนุนธุรกิจในระยะขยายตัว เชื่อมโยงเงินทุน ตลาดทุน และเป้าหมายการเติบโต เช่น การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A)

“เป้าหมายคือทำให้มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งสร้างธุรกิจในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) นำเทคโนโลยีออกมาต่อยอดเป็นธุรกิจ (Spin-off) และใช้ Holding Company เป็นเครื่องมือสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ให้ธุรกิจสามารถเติบโตและก้าวสู่ตลาดโลกได้จริง”

ด้าน นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) กล่าวว่า PE Trust จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนให้กับธุรกิจ New Economy ในช่วงขยายกิจการ พร้อมสนับสนุนการยกระดับธุรกิจทั้งด้านกลยุทธ์ การบริหารจัดการ ธรรมาภิบาล และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดทุน โดย CMDF จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการร่วมลงทุนจากภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเติบโตและเข้าสู่ตลาดทุนได้ในระยะยาว ทั้งนี้ อยู่ระหว่างเตรียมเปิดรับสมัคร Trust Manager ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ ควบคู่กับการเปิดรับผู้ร่วมลงทุน
 

หน้าแรก » การศึกษา

ข่าวในหมวดการศึกษา