วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569 01:32 น.

การศึกษา

แย่งที่ดินวัดกลางเยาวราชไม่ต่างจากปมวัดที่ขอนแก่น "ณพลเดช"  ชี้ที่วัดก็ควรเป็นที่วัด อย่าให้ความโลภกลืนพื้นที่พระพุทธศาสนา

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569, 19.37 น.

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 กลุ่มศิลปะและวัฒนธรรม และอดีตอนุกรรมาธิการพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังเดินทางไปยังวัดกันมาตุยาราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมมุทิตาจิตแสดงความยินดีกับเจ้าอาวาสองค์ใหม่ว่า การเดินทางมาครั้งนี้นอกจากเป็นการแสดงมุทิตาจิตต่อพระสงฆ์ผู้เข้ารับหน้าที่ปกครองวัดแล้ว ยังทำให้ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นที่ดินของวัด ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะเมื่อเป็น “ที่วัด” แล้ว หลักการสำคัญที่สุดคือ ที่วัดก็ควรเป็นที่วัด ไม่ควรมีผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลเอกชนหรือแม้แต่หน่วยงานของรัฐ พยายามนำที่ดินของวัดไปเป็นของตนโดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย

วัดกันมาตุยารามเป็นวัดราษฎร์สังกัดธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ริมถนนมังกร เขตสัมพันธวงศ์ ใจกลางย่านเยาวราช สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2407 โดยนางกลีบ เศรษฐีนีย่านสำเพ็ง ผู้เป็นบุตรของอำแดงแฟง ผู้สร้างวัดคณิกาผล โดยนางกลีบได้อุทิศสวนดอกไม้สร้างเป็นวัดขึ้น ต่อมาจึงได้รับพระราชทานนามว่า “วัดกันมาตุยาราม” ซึ่งมีความหมายว่าอารามที่มารดาของนายกันเป็นผู้สร้าง 

ความสำคัญของวัดแห่งนี้จึงมิได้อยู่เพียงในเรื่องของทำเลที่ตั้งกลางย่านเยาวราช แต่เป็นศาสนสถานที่มีประวัติศาสตร์สืบเนื่องมากว่า 160 ปี ภายในวัดมีพระอุโบสถและงานศิลปกรรมที่สะท้อนคติทางพระพุทธศาสนา มีจิตรกรรมพุทธประวัติ พระพุทธรูปประธาน และพระเจดีย์ที่สร้างเลียนแบบธัมเมกขสถูปในประเทศอินเดีย อีกทั้งยังมีความเกี่ยวข้องกับพระนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาอย่างสุชีโวภิกขุ หรืออาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ จึงถือเป็นพื้นที่ทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และการศึกษาที่มีคุณค่าของกรุงเทพมหานคร

แต่เมื่อที่ดินวัดอยู่กลางย่านเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า เมื่อที่ดินนั้นเป็นของวัดแล้ว เหตุใดจึงต้องมีความพยายามที่จะช่วงชิงหรือเปลี่ยนสถานะของพื้นที่ดังกล่าว

นายณพลเดชกล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับทราบในวันนี้ ฝ่ายวัดยืนยันว่าที่ดินมีเอกสารสิทธิและมีแนวเขตชัดเจน ขณะที่มีประเด็นเกี่ยวกับการที่หน่วยงานในพื้นที่เข้ามาดำเนินการจัดระเบียบผู้ค้าบริเวณริมถนน โดยมีข้อกังวลว่าพื้นที่บางส่วนที่ฝ่ายวัดถือว่าอยู่ในกรรมสิทธิ์ของวัดอาจถูกปฏิบัติราวกับเป็นพื้นที่ของรัฐ จึงเห็นว่าประเด็นนี้ควรตรวจสอบด้วยเอกสารสิทธิและหลักฐานการรังวัดอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ตัดสินจากการกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ทั้งนี้ ต้องแยกให้ออกระหว่าง อำนาจของกรุงเทพมหานครในการจัดระเบียบการค้าหรือดูแลพื้นที่สาธารณะ กับ กรรมสิทธิ์ในที่ดินของวัด เพราะการที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดจะกลายเป็นที่ดินของรัฐโดยอัตโนมัติ หากมีข้อพิพาทเรื่องแนวเขต ก็ควรนำโฉนด แผนที่รังวัด และเอกสารของทางราชการมาตรวจสอบร่วมกันให้ชัดเจน

หลักกฎหมายเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 33 แบ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับวัดออกเป็น “ที่วัด” “ที่ธรณีสงฆ์” และ “ที่กัลปนา” โดยที่วัดหมายถึงที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัด ส่วนที่ธรณีสงฆ์หมายถึงที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด ขณะที่มาตรา 34 วางหลักว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ให้กระทำได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ และในกรณีโอนให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด รวมถึงต้องมีความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมและได้รับค่าผาติกรรมก่อนดำเนินการตามกฎหมาย 

ยิ่งไปกว่านั้น กรมที่ดินยังรวบรวมแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องไว้ชัดเจนว่า หากที่ดินมีสถานะเป็นที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์แล้ว การโอนกรรมสิทธิ์ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และมีกรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้มีการนำที่ดินไปออกเอกสารสิทธิเป็นชื่อของบุคคลอื่นและต่อมาถูกขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ หากการดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมาย ที่ดินก็ยังคงมีสถานะเป็นที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์อยู่เช่นเดิม 

นี่จึงเป็นหลักการที่ต้องย้ำให้ชัดว่า แม้แต่รัฐเองก็ไม่ควร “โลภ” ที่วัด

คำว่า “โลภ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกล่าวหาหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งว่ากระทำผิดแล้ว แต่เป็นหลักคิดที่ควรยึดถือร่วมกันว่า เมื่อประชาชนหรือบรรพบุรุษในอดีตได้อุทิศทรัพย์สินเพื่อพระพุทธศาสนา และที่ดินนั้นตกเป็นที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ตามกฎหมายแล้ว ทุกฝ่ายควรเคารพเจตนารมณ์ดังกล่าว ไม่ควรพยายามใช้ช่องว่างทางกฎหมาย การตีความแนวเขต หรืออำนาจทางปกครองเพื่อให้ทรัพย์สินของพระศาสนากลายเป็นทรัพย์สินของบุคคลหรือหน่วยงานอื่น

เรื่องนี้มีความคล้ายคลึงในเชิงหลักการกับกรณีข้อพิพาทวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเกิดข้อพิพาทระหว่างวัดกับฝ่ายที่อ้างสิทธิในฐานะทายาทของเจ้าของที่ดินเดิม และยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปี โดยฝ่ายซึ่งได้รับมอบหมายจากฝ่ายทายาทยืนยันว่าต้องการพิสูจน์กรรมสิทธิ์ ขณะที่ฝ่ายวัดยืนยันว่าที่ดินได้ถูกอุทิศให้วัดแล้ว และคดีอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย 

ดังนั้น บทเรียนจากจังหวัดขอนแก่นจึงไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความขัดแย้งระหว่าง “วัดกับชาวบ้าน” แต่ควรนำมาเป็นบทเรียนว่า เมื่อใดก็ตามที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินวัด ต้องเอาหลักฐานและกฎหมายเป็นตัวตั้ง หากเป็นที่ดินของวัดก็ต้องคืนความชัดเจนให้แก่วัด หากเป็นที่ดินของเอกชนหรือเป็นที่สาธารณะก็ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงและกฎหมายเช่นเดียวกัน

สำหรับกรณีวัดกันมาตุยาราม นายณพลเดชเห็นว่า ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเอกสารสิทธิ แผนที่แนวเขต และหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาตรวจสอบร่วมกันอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะหากมีข้อกล่าวอ้างจากฝ่ายใดว่าพื้นที่บางส่วนเป็นของรัฐ ก็ควรแสดงหลักฐานให้ชัดเจน ขณะเดียวกันหากวัดมีโฉนดหรือเอกสารสิทธิที่ยืนยันกรรมสิทธิ์ ก็ควรได้รับการรับรองและคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

“ที่วัดก็ควรเป็นที่วัด เป็นหลักง่าย ๆ ที่ไม่ควรมีใครต้องตีความให้ซับซ้อน หากประชาชนถวายที่ดินเพื่อพระพุทธศาสนาแล้ว และที่ดินนั้นมีสถานะเป็นที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์ตามกฎหมาย ก็ไม่ควรมีใครคิดเอากลับมาเป็นสมบัติส่วนตัว และไม่ควรมีหน่วยงานราชการใดคิดว่าการเป็นรัฐจะทำให้สามารถเอาที่วัดมาเป็นของรัฐได้โดยง่าย เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจเช่นนั้น หากจะโอนที่วัดให้หน่วยงานของรัฐก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด” นายณพลเดชกล่าว

นายณพลเดชกล่าวอีกว่า วัดกันมาตุยารามเป็นวัดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเยาวราช แต่คุณค่าของวัดไม่ได้วัดกันด้วยจำนวนไร่หรือราคาตารางวา เพราะพื้นที่แห่งนี้เกิดจากศรัทธาของคนในอดีต สืบทอดพระพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชุมชนเยาวราชมานานกว่าศตวรรษ หากวันนี้เรายอมให้มูลค่าที่ดินกลายเป็นเหตุให้ใครก็ตามพยายามช่วงชิงพื้นที่ของวัด วันหนึ่งศาสนสถานอีกหลายแห่งทั่วประเทศก็อาจเผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน

“ผมจึงอยากให้เรื่องนี้เป็นหลักเตือนใจทั้งฝ่ายเอกชนและฝ่ายราชการว่า อย่าโลภที่วัด ไม่ว่าจะเป็นที่ดินวัดในขอนแก่นหรือวัดกลางเยาวราช เพราะที่ดินที่ประชาชนถวายไว้เพื่อพระพุทธศาสนาไม่ควรถูกมองเป็นเพียงทรัพย์สินที่มีราคาสูง แต่เป็นศรัทธาที่คนรุ่นหนึ่งฝากไว้ให้คนรุ่นต่อไป หน้าที่ของพวกเราคือรักษาให้ถูกต้องตามกฎหมาย และส่งต่อให้ลูกหลาน ไม่ใช่หาทางเอามาเป็นของตนเอง” นายณพลเดชกล่าวทิ้งท้าย

หน้าแรก » การศึกษา

ข่าวในหมวดการศึกษา