วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เดินหน้าความร่วมมือเพื่อให้เด็กเล็กเข้าถึงบริการดูแลที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยมุ่งลดอุปสรรคในการขึ้นทะเบียนสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน พร้อมหาแนวทางสนับสนุนเหมาะสม เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพบริการดูแลเด็กเล็กทั่วประเทศ
ความร่วมมือดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญในการลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีระหว่างนายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และ นายเอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อรับฟังปัญหาและความท้าทายของผู้ให้บริการสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน ทั้งในเรื่องการขึ้นทะเบียน การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านบุคลากร การรักษาค่าบริการให้อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ ตลอดจนความต้องการของครอบครัวและพ่อแม่ที่ต้องทำงานไปด้วย
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลง สังคมสูงวัย และรูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตของครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้บริการดูแลเด็กเล็กที่มีคุณภาพมีความสำคัญมากขึ้นต่อพัฒนาการของเด็กและคุณภาพชีวิตของครอบครัว ตลอดจนการพัฒนาทุนมนุษย์และอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงปีแรก ๆ ของชีวิต ซึ่งสมองของเด็กสร้างการเชื่อมต่อใหม่มากกว่าหนึ่งล้านจุดต่อวินาที คุณภาพของการดูแลในช่วงวัยนี้จึงมีส่วนสำคัญต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กไปตลอดชีวิต
.jpg)
นายเคน เลกินส์ กล่าวว่า “เด็กทุกคนควรได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่ ขณะเดียวกัน พ่อแม่ทุกคนก็ควรได้รับการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อให้ลูกได้มีจุดเริ่มต้นชีวิตที่ดีที่สุด การดูแลที่เด็กได้รับในวันนี้มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า และกำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วย การดูแลเด็กจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของครอบครัว แต่เป็นเรื่องการลงทุนระดับประเทศ สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เด็กเข้าถึงการดูแลที่จำเป็น จึงควรได้รับการสนับสนุนให้สามารถขึ้นทะเบียนได้สะดวกขึ้น ควบคู่กับการยกระดับการดูแลให้ได้มาตรฐานสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยูนิเซฟจะยังคงทำงานร่วมกับกระทรวง พม. เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเด็กเล็ก ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด และเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ประเทศไทยสามารถทำได้ เพื่อขยายบริการดูแลเด็กเล็กและยกระดับคุณภาพบริการให้ดียิ่งขึ้น”
นายเอนกชัย เรืองรัตนากร เน้นย้ำว่า นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กปฐมวัย โดยมุ่งยกระดับสถานรับเลี้ยงเด็กให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเปิดโอกาสให้เด็กเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม กระทรวง พม. ยังมุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการวางระบบกำกับติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม
”กระทรวง พม. โดยนายนิกร โสมกลาง มุ่งส่งเสริมให้สถานรับเลี้ยงเด็กดำเนินกิจการให้ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ บุคลากร ครู และพี่เลี้ยงเด็ก ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นในการดูแล ส่งเสริมพัฒนาการ และจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับช่วงวัย ตลอดจนให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิเด็ก การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และการป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อเด็ก“ นายเอนกชัยกล่าว
สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับครอบครัวที่ต้องการบริการดูแลลูก โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์เข้าใช้บริการศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยของรัฐ อย่างไรก็ตาม แม้ประมาณร้อยละ 40 ของครอบครัวที่มีลูกวัยนี้ระบุว่าต้องการใช้บริการดูแลเด็ก แต่เด็กเล็กกลับยังเข้าถึงบริการดังกล่าวได้ไม่มากนัก โดยผลสำรวจของยูนิเซฟพบว่า มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือนไม่ถึงร้อยละ 3 ที่เข้าใช้บริการดูแลเด็กอย่างเป็นทางการ
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวง พม. ประมาณ 1,100 แห่ง โดยในจังหวัดอุบลราชธานีมี 19 แห่ง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลว่ามีสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนอีกจำนวนเท่าใดที่ดำเนินการโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกระทรวง พม. ทำให้ยังไม่สามารถเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่ามีบริการดูแลเด็กอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้ให้บริการ และผู้ให้บริการเหล่านี้ต้องการการสนับสนุนด้านใดบ้างเพื่อยกระดับคุณภาพและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก
สำหรับสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนรายเล็กหลายแห่ง การขึ้นทะเบียนอาจมีค่าใช้จ่ายสูงหรือมีข้อกำหนดที่ท้าทาย โดยเฉพาะผู้ให้บริการครอบครัวรายได้น้อยที่ไม่สามารถจ่ายค่าบริการที่สูงขึ้นได้ ปัจจุบัน ค่าบริการสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 3,500-5,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ครอบครัวครึ่งหนึ่งที่เข้าร่วมการสำรวจระบุว่า สามารถจ่ายได้ไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ ผู้ให้บริการบางแห่งยังขาดแรงจูงใจหรือการสนับสนุนที่จำเป็นในการขึ้นทะเบียน
ยูนิเซฟและกระทรวง พม. กำลังร่วมกันหาแนวทางเพื่อทำให้กระบวนการขึ้นทะเบียนสะดวกขึ้นและเข้าถึงได้มากขึ้น ควบคู่กับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเด็ก โดยอาจรวมถึงการสนับสนุนสื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก การอบรมผู้ดูแลเด็ก และการสนับสนุนด้านอื่น ๆ เพื่อให้สถานรับเลี้ยงเด็กรายเล็กสามารถพัฒนาคุณภาพบริการได้ โดยยังคงรักษาค่าบริการให้อยู่ในระดับที่ครอบครัวสามารถเข้าถึงได้