วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563 19:18 น.

การเมือง

วุฒิสภาฯชู "1 ครัวเรือน 1 สัญญา" แก้หนี้ครัวเรือนฐานรากประสบความสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.29 น.

ที่ประชุมวุฒิสภาฯชูผลการศึกษา "1 ครัวเรือน 1 สัญญา" แก้หนี้ครัวเรือนฐานรากประสบความสำเร็จ แนะรัฐบาลขยายผลทั่วประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

ที่รัฐสภา วันที่ 11 สิงหาคม 2563 ในการประชุมวุฒิสภาที่มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุมได้มีการพิจารณารายงานการศึกษา เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนของประชาชนในระดับฐานรากอย่างยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา ที่มีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ส.ว. เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบรายงานผลการศึกษาดังกล่าว เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการเพื่อพิจารณาการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำต่อไป

โดย นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ วุฒิสภา อภิปรายว่ารายงานชิ้นนี้คณะกรรมาธิการฯได้ทำการศึกษาสภาวะของหนี้สินภาคครัวเรือนและการบริหารงาน ตามโครงการบริหารจัดการหนี้ไปสู่ 1 ครัวเรือน 1 สัญญาของ "ศูนย์จัดการกองทุนชุมชน" กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการหนี้สินภาคครัวเรือนในพื้นที่ชุมชนภาคชนบท โดยนำเอาหนี้ของสมาชิกของกลุ่ม หรือองค์กรที่มีกับกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) และกองทุนอื่นๆมาจัดดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ จากครัวเรือนกู้เงินจากหลายกองทุนหรือหลายสัญญา เพื่อจัดให้เป็น 1 ครัวเรือน 1 สัญญา

โดยการศึกษานี้ได้เลือกพื้นที่ 4 แห่งเพื่อทำการศึกษา ประกอบด้วย 1.ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านชากไทย หมู่ที่ 4 ตำบลชากไทย อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี 2.ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านโป่ง หมู่ที่ 6 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย 3.ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านบางโสก หมู่ที่ 5 ตำบลเขาต่อ อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ และ 4.ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านยางกระเดา หมู่ที่ 10 ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี

ทั้งนี้ จากการจัดการหนี้สินภาคครัวเรือนของศูนย์จัดการกองทุนชุมชนที่ได้จัดตั้งขึ้นจำนวน 924 แห่ง (กระจายไปตามหน่วยอำเภอทั่วประเทศ) พบว่า เมื่อนำเอาหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนไปเปรียบเทียบกับรายได้ครัวเรือนของข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ในแต่ละปี พบว่า ปี พ.ศ.2560 จะอยู่ในอัตราร้อยละ 21.1 ปี พ.ศ.2561 ในอัตราร้อยละ 21.7 และ ปี พ.ศ. 2562 ในอัตราร้อยละ 24.6 แสดงให้เห็นว่า หนี้สินภาคครัวเรือนของประชาชนในระดับฐานราก (ชุมชนในพื้นที่ชนบท) มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ครัวเรือนในอัตราที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับหนี้ครัวเรือนในระดับ Macro ที่คลายตัวลงไปจากร้อยละ 80.8 ในปี พ.ศ. 2558 มาเป็นร้อยละ 79.1 ในปี พ.ศ. 2562 (ไตรมาส ที่ 3)

อย่างไรก็ตาม จากพื้นที่ศึกษาทั้ง 4 แห่ง พบว่า โครงการบริหารจัดการหนี้ไปสู่ 1 ครัวเรือน 1 สัญญา ของกรมการพัฒนาชุมชน สามารถปรับสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนที่เข้าร่วมปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ในอัตราที่น่าสนใจ กล่าวคือ ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านชากไทย ตำบลชากไทย อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี จากสัดส่วนหนี้ร้อยละ 33 เหลือเพียงร้อยละ 22.2 สามารถลดสัดส่วนหนี้ ลงไปร้อยละ 11.1 , ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านยางกระเดา ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี จากสัดส่วนหนี้ร้อยละ 40.5 เหลือเพียงร้อยละ 31.6 สามารถลดสัดส่วน หนี้ลงไปร้อยละ 8.9 ,ศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านโป่ง ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จากสัดส่วนหนี้ร้อยละ 22.3 เหลือเพียงร้อยละ 18.5 สามารถลดสัดส่วนหนี้ ลงไปร้อยละ 3.8 และศูนย์จัดการกองทุนชุมชนบ้านบางโสก ตำบลเขาต่อ อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ จากสัดส่วนหนี้ร้อยละ 26.2 เหลือเพียงร้อยละ 23 สามารถลดสัดส่วนหนี้ลงไป ร้อยละ 3.2 พื้นที่ที่ศึกษาสามารถลดสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในปี พ.ศ.2562 ที่อยู่ในอัตราร้อยละ 24.6 ยกเว้นกรณีของชุมชนบ้านยางกระเดาที่ยังมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่ก็ถือว่าปรับลดลงไปได้มาก จึงถือว่าการปรับโครงสร้างหนี้ ตามโครงการ บริหารจัดการหนี้ไปสู่ 1 ครัวเรือน 1 สัญญา ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจทีเดียว

ทั้งนี้ การดำเนินงานตามโครงการบริหารจัดการหนี้ไปสู่ 1 ครัวเรือน 1 สัญญา เป็นการดำเนินงานโดยมีข้อแนะนำจากกรมการพัฒนาชุมชนไปยังผู้นำชุมชน ที่เป็นคณะกรรมการกองทุนต่างๆ ในชุมชน โดยให้นำเอาปัญหาจากการที่ชุมชนใช้บริการแหล่งเงินทุนแบบกู้หลายที่ เป็นหนี้หลายทาง รายได้จากผลผลิตทางการเกษตร ไม่สัมพันธ์กับรอบเวลาของการชำระหนี้ รวมทั้งมักจะกู้จากกองทุนหนึ่งไปชำระอีกกองทุนหนึ่ง เป็นการแก้ปัญหาแบบผลักภาระไปข้างหน้าซึ่งต้องรับภาระดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็น

การประสานงานระหว่างกองทุนต่างๆ ได้นำไปสู่การจัดตั้งศูนย์จัดการกองทุนชุมชน โดยมีคณะกรรมการร่วมกันขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่ชักชวนให้สมาชิกที่กู้เงินแบบหลายกองทุน/หลายสัญญา มาร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้ โดยให้พิจารณารายการ ตามวงเงิน อัตราดอกเบี้ย เงื่อนไขการชำระที่เหมาะสม คำนึงถึงรอบระยะเวลาที่สอดคล้อง กับรายได้จากผลผลิตทางการเกษตร และรายได้อื่นๆ รวมทั้งการจัดให้มีการออมเงินเป็นรายเดือนเพื่อใช้เป็นหลักประกันในการชำระหนี้ที่มีรอบระยะเวลาการชำระเป็นรายปี เช่น หนี้ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เป็นต้น การปรับลดหนี้ข้างต้น ได้สร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อการจัดการหนี้ครัวเรือนของสมาชิก กองทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของกองทุนให้มีมากขึ้นกว่าเดิม

จากผลการศึกษานี้คณะกรรมาธิการฯ จึงมีข้อเสนอแนะ ในระดับปฏิบัติการ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้ดำเนินงานตามโครงการบริหารจัดการหนี้ไปสู่ 1 ครัวเรือน 1 สัญญา ควรขยายขอบเขตการดำเนินงาน ตามโครงการนี้ให้กระจายไปตามจำนวนหมู่บ้าน (ชุมชนภาคชนบททั่วประเทศ) จำนวน 75,032 หมู่บ้าน จากที่ดำเนินงานไปแล้วในระหว่าง ปี พ.ศ. 2560-2562 จำนวน 924 หมู่บ้าน ซึ่งกระจายไปตามจำนวนอำเภอต่างๆ จำนวน 878 อำเภอ โดยขยายเพิ่มตามหน่วยอำเภอ ไปเป็นตำบล ซึ่งจะมีอยู่ 7,255 ตำบล แล้วขยายจากหน่วยตำบลให้ครอบคลุมหมู่บ้านในระยะถัดไป โดยให้คำนึงถึงกลไก ขับเคลื่อนความสำเร็จทั้ง 3 เรื่องข้างต้นเป็นสาระสำคัญ

นอกจากนั้น กรมการพัฒนาชุมชนในฐานะที่เป็นองค์กรสนับสนุน ควรกระตุ้น ชักชวน และพัฒนาความร่วมมือกับองค์กรชุมชนที่มีบริการในระดับชุมชน ทั้งการให้กู้ยืม การสนับสนุนงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ และการจัดการทางสังคม เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจ ชุมชน กองทุนสวัสดิการชุมชน และกองทุนต่างๆ ซึ่งต่างเป็นองค์กรที่มีบุคลากรของชุมชน มาร่วมกันทำหน้าที่เป็นกรรมการและผู้บริหาร และพัฒนากระบวนการทำงานแบบสอดประสานระหว่างการดำเนินงานตามโครงสร้างหน้าที่และพันธกิจ เดิมของแต่ละองค์กร กับพันธกิจใหม่ที่ร่วมกันขับเคลื่อนเป็นขบวน

ส่วนข้อเสนอในระดับนโยบาย ควรจะขยายความสำเร็จของศูนย์จัดการกองทุนชุมชนจากหน่วยระดับอำเภอ ไปเป็นหน่วยระดับตำบล และกระจายครอบคลุมไปทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ

นอกจากนี้ต้องยกระดับกรอบวัตถุประสงค์จากการจัดการหนี้สินภาคครัวเรือน ไปเป็น "การแก้ปัญหาความยากจน และการสร้างเศรษฐกิจชุมชนในระดับฐานรากอย่างยั่งยืน" โดยจัดให้มีการทำงาน ตามความร่วมมือแบบสอดประสานแบบหลายระดับ และทำงานไปพร้อมกัน หรือคู่ขนานกันไป จัดให้มีการวิเคราะห์ และจัดชั้นความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนที่จะเข้ามาร่วม การดำเนินงานตามโครงการ ประสานองค์กรสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ที่จะเข้ามาร่วมงานในด้านต่างๆ โดยจัดเป็นแผนปฏิบัติการที่รองรับต่อการแก้ปัญหาและพัฒนาท้องที่หรือท้องถิ่น เป็นแผนระยะยาว สอดรับกับห้วงระยะเวลาของการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ/หรือสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาติ (SDGs) ในปี ค.ศ. 2030

รวมทั้งควรมีการจัดทำแผนปฏิบัติการแบบเจาะจงต่อการจัดการปัญหาในพื้นที่ยากจนซ้ำซาก ให้นำเอาประสบการณ์ของ การทำงานของศูนย์จัดการกองทุนชุมชนทั้ง 4 แห่ง และการจัดการเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง ไปปรับใช้สำหรับการแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ของจังหวัดยากจน 10 อันดับของประเทศ (ข้อมูล ปี พ.ศ. 2562 จังหวัดยากจน ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ น่าน นครพนม นราธิวาส ปัตตานี ชัยนาท ตาก และอำนาจเจริญ) ในขณะเดียวกัน ควรเพิ่มความเข้มข้นการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่เข้ามาร่วมเป็นองค์กรสนับสนุนการทำงานขององค์กรชุมชน

“สุดท้ายควรมีการพัฒนาบทบาทของสถาบันเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น นำเอาบทเรียนและประสบการณ์ของศูนย์จัดการกองทุนชุมชน ไปร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับในชุมชนและท้องถิ่น ร่วมกับสถาบันทางการเงิน หรือธนาคารเพื่อการพัฒนา เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคาร เพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร รวมทั้งสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น เพื่อให้มาร่วมทำหน้าที่เป็น องคาพยพในการเพิ่มพูนทักษะ ประสบการณ์ และการจัดการความรู้ให้กับบุคลากรของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง” นายอภิชาติกล่าวย้ำ

หน้าแรก » การเมือง