วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569 02:43 น.

การเมือง

ราชบัณฑิตสัญจรชี้ทาง "รัฐบาลดิจิทัลวิถีพุทธ" ผสานเทคโนโลยีกับปรัชญา สร้างรัฐทันสมัยที่ไม่ทิ้งมนุษย์

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.48 น.

ท่ามกลางโลกที่เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โครงการ “ราชบัณฑิตสัญจร” ของราชบัณฑิตยสภาได้ขยับบทบาทจากคลังปัญญาทางวิชาการ สู่การเป็นกลไกเชิงรุกในการสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัล

การจัดเสวนาในหัวข้อ “รัฐบาลดิจิทัล บูรณาการองค์ความรู้ปรัชญาและศาสนากับการพัฒนาประเทศ” ถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการถกเถียงเชิงนโยบายสาธารณะ เพราะสะท้อนความพยายามเชื่อมสองมิติที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน คือ ความจำเป็นด้านเทคโนโลยี กับความจำเป็นด้านจริยธรรมและจิตวิญญาณ

รัฐบาลดิจิทัลไม่ใช่แค่ “แอปฯ” แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างรัฐ

นักวิชาการในเวทีชี้ตรงกันว่า แนวคิด “รัฐบาลดิจิทัล” ในศตวรรษที่ 21 ได้ก้าวข้ามยุค e-Government ที่เป็นเพียงการแปลงเอกสารเป็นดิจิทัล ไปสู่ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งรัฐแบบเบ็ดเสร็จ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ในบริบทไทย สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) และศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ (GDX) ถูกยกให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ที่ทำให้ข้อมูลภาครัฐไหลเวียนข้ามหน่วยงานได้อย่างปลอดภัย และนำไปสู่บริการอย่างแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ที่รวมบริการกว่า 40 รายการไว้ในจุดเดียว

อย่างไรก็ตาม รายงานวิเคราะห์ชี้ว่า ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ ทั้งปัญหาหน่วยงานหวงข้อมูล ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และความตึงเครียดระหว่าง “ความมั่นคงของรัฐ” กับ “สิทธิส่วนบุคคล” ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

“พุทธรัฐประศาสนศาสตร์” ทางเลือกใหม่ของรัฐไทย

จุดเด่นของเวทีราชบัณฑิตสัญจรครั้งนี้ คือการนำเสนอแนวคิด “พุทธรัฐประศาสนศาสตร์” ซึ่งเป็นการบูรณาการหลักรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่เข้ากับพุทธธรรม โดยมองว่าศาสนาไม่ใช่อุปสรรคของรัฐสมัยใหม่ แต่เป็น “โครงสร้างอ่อน” ที่ช่วยสร้างความชอบธรรม ความไว้วางใจ และธรรมาภิบาล

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิต ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะนักปราชญ์ที่เชื่อมโลกตะวันตกกับตะวันออก ชี้ว่า เป้าหมายสูงสุดของการบริหารราชการตามแนวพุทธ ไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือการ “ลดทุกข์” ของประชาชน ทั้งในมิติทางกายและทางใจ

การนำ อริยสัจ 4 มาประยุกต์เป็นกรอบวิเคราะห์นโยบาย ถูกเสนอเป็นเครื่องมือเชิงวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่การระบุปัญหาจริงด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ การวิเคราะห์สาเหตุเชิงโครงสร้าง การกำหนดเป้าหมายสังคมที่พึงประสงค์ ไปจนถึงการออกแบบนโยบายที่โปร่งใสและมีคุณธรรม

บทเรียนจากความมั่นคง: Link-T กับอธิปไตยทางเทคโนโลยี

หนึ่งในกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจ คือโครงการ Link-T ของกองทัพอากาศไทย ซึ่งพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีขึ้นเอง ภายใต้แนวคิดการพึ่งพาตนเอง แทนการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติแบบเบ็ดเสร็จ

นักวิชาการชี้ว่า แก่นของกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องอาวุธ แต่คือ “ปัญญา” และ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในอนาคต

สังคมสูงวัยกับโจทย์ความทั่วถึง

รายงานยังเตือนว่า หากรัฐบาลดิจิทัลเดินหน้าโดยยึดแอปพลิเคชันเป็นศูนย์กลาง อาจยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ แนวคิด “ดิจิทัลที่โอบอุ้ม” จึงถูกเสนอผ่านการใช้เทคโนโลยีเกื้อกูล ระบบอาสาสมัครดิจิทัล และการออกแบบนโยบายที่ยึดหลักกตัญญูเป็นฐาน

ตัวอย่างจากท้องถิ่น เช่น เทศบาลนครยะลา และ อบต.ป่าหุ่ง สะท้อนว่า ความสำเร็จของรัฐบาลดิจิทัลไม่ได้อยู่ที่งบประมาณหรือเซิร์ฟเวอร์ แต่อยู่ที่การมีส่วนร่วมของประชาชน และผู้นำที่ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ในการบริหาร

ข้อเสนอถึงรัฐบาล: ทางสายกลางแห่งการพัฒนา

ราชบัณฑิตยสภาได้สังเคราะห์ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล ตั้งแต่การจัดตั้งสภาจริยธรรมดิจิทัลแห่งชาติ การออกกฎหมาย AI ที่ยึดหลักความรับผิดชอบ การส่งเสริม Open Source ในภาครัฐ ไปจนถึงการประกาศวาระแห่งชาติด้านการเข้าถึงดิจิทัลของผู้สูงอายุ

รายงานสรุปว่า อนาคตของไทยจะไม่ยั่งยืน หากเลือกสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง แต่ต้องเดินบน “ทางสายกลาง” ใช้ปัญญานำเทคโนโลยี และใช้จริยธรรมกำกับอำนาจ เพื่อก้าวสู่ “รัฐบาลดิจิทัลวิถีพุทธ” ที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และไม่ละทิ้งความเป็นมนุษย์
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง