วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 03:19 น.

การเมือง

หัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรม โต้กระแสให้ “ดร.นิยม” พักบทบาท ยันจำเป็นต่อสังคม  หลังพรรคแนวพุทธพ่ายเลือกตั้ง 2569 

วันจันทร์ ที่ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.59 น.

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายบุณยติเลิศ สาระ หัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงจุดยืนต่อกรณีมีกระแสบทความเสนอว่า ดร.นิยม เวชชากามา ควร “พักผ่อน” จากบทบาททางการเมือง โดยยืนยันว่า ดร.นิยม ไม่ใช่บุคคลที่ควรถูกจำกัดบทบาทด้วยคำว่า “พัก” หากแต่เป็นบุคคลที่สังคมไทยยังต้องการความเข้มแข็ง ความรู้ และจุดยืนทางศีลธรรมอย่างยิ่งในห้วงเวลาปัจจุบัน

นายบุณยติเลิศ ระบุว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดร.นิยม เวชชากามา ได้พิสูจน์ตนเองในฐานะผู้ยืนหยัดต่อสู้ ปกป้อง และยืนยันพระพุทธศาสนา ทั้งในเชิงหลักการ ความคิด และการแสดงออกทั้งในและนอกสภา โดยไม่ถอยห่างจากสิ่งที่เห็นว่าถูกต้อง แม้ต้องเผชิญแรงกดดันหรือกระแสคัดค้าน

หัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรม ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ถ้อยคำว่า “ควรพักผ่อน” จะฟังดูอ่อนโยน แต่สำหรับผู้ที่ยังยืนอยู่แนวหน้าเพื่อศีลธรรมของประเทศ คำที่เหมาะสมกว่าคือ “ควรยืนหยัด และควรเดินหน้าต่อ” พร้อมย้ำว่า พรรคแผ่นดินธรรมยังคงยืนยันจุดยืนในการผลักดันให้ “ธรรม” มีที่ยืนในโครงสร้างรัฐและสภา โดยใช้สโลแกน “มีธรรม ไม่มีเทา”

ก่อนหน้านี้ นายบุณยติเลิศ ได้โพสต์ประกาศเปิดตัว ดร.นิยม เวชชากามา ในฐานะ ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคแผ่นดินธรรม โดยระบุว่า ดร.นิยม เป็นบุคคลที่ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาด้วยความรู้ ความกล้า และความซื่อสัตย์ต่อหลักธรรมมาอย่างยาวนาน การเข้ามาร่วมงานกับพรรคแผ่นดินธรรมจึงเป็นการผนึกพลังระหว่างประสบการณ์ ความรู้ และศรัทธา กับพรรคการเมืองที่ยืนบนอุดมการณ์พุทธธรรมอย่างชัดเจน

พรรคแผ่นดินธรรมแสดงความเชื่อมั่นว่า บทบาทของ ดร.นิยม ในฐานะว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนศีลธรรม พระพุทธศาสนา และคุณค่าที่ถูกต้อง ให้มีที่ยืนอย่างสง่างามในสภา พร้อมเสนอแนวนโยบายเชิงอุดมการณ์ เช่น การผลักดันให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ และการให้สิทธิเลือกตั้งแก่พระสงฆ์ตามหลักสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง มีรายงานการวิเคราะห์ทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า พรรคการเมืองและผู้สมัคร สส. ที่มีนโยบายหรืออุดมการณ์เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งอย่างสิ้นเชิง โดยเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งระบบการเมือง เทคโนโลยี วิกฤตศรัทธาทางศาสนา และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

รายงานชี้ว่า การเลือกตั้งปี 2569 เป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน สังคมสูงวัย และความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายเสรีนิยมก้าวหน้า ส่งผลให้พรรคที่เคยทำหน้าที่เป็น “ทางเลือกเชิงศีลธรรม” ไม่สามารถรักษาพื้นที่ทางการเมืองไว้ได้

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการกว่า 94% สะท้อนโครงสร้างการเมืองแบบ Winner-Takes-All พรรคการเมืองขนาดใหญ่ครองที่นั่งอย่างกระจุกตัว ขณะที่พรรคเฉพาะกลุ่มหรือพรรคแนวพุทธไม่สามารถได้รับการจัดสรรที่นั่งแม้แต่รายเดียว โดยการแข่งขันถูกนิยามเป็นการปะทะของสามขั้วอำนาจหลัก ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ระบบเลือกตั้งแบบไฮบริดที่ผสานเทคโนโลยี AI กับเครือข่ายอุปถัมภ์ท้องถิ่น ทำให้พรรคใหญ่ได้เปรียบอย่างชัดเจน ขณะที่พรรคแนวพุทธซึ่งยังใช้การหาเสียงเชิงศีลธรรมแบบดั้งเดิม ไม่สามารถเข้าถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยสำคัญอีกประการคือ วิกฤตศรัทธาในสถาบันสงฆ์ช่วงปี 2568–2569 จากกรณีอื้อฉาวหลายด้าน ส่งผลให้การนำศาสนามาเป็นฐานทางการเมืองถูกตั้งคำถาม ขณะเดียวกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องและนโยบายเชิงเศรษฐกิจมากกว่าวาทกรรมทางศีลธรรม

บทสรุปของรายงานประเมินว่า การเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่บทบาทของศาสนาในเวทีรัฐสภาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พรรคที่ใช้อัตลักษณ์ทางพุทธศาสนาเป็นแกนหลักอาจต้องปรับบทบาทไปสู่การเป็นกลุ่มกดดันนอกสภา หรือปรับแนวคิดจากการ “เชิดชูและปกป้อง” ไปสู่การบริหารจัดการศาสนาอย่างโปร่งใส สอดคล้องกับธรรมาภิบาลสมัยใหม่ เพื่อให้เท่าทันสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง