วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 02:33 น.

การเมือง

 ไทยสะเทือน! ลาวเล็งลาบ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO 

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.32 น.

 ลาวเล็งดัน “ลาบ” ขึ้นมรดกภูมิปัญญา UNESCO ปี 2026 นักวิชาการชี้ ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์จากแข่งสู่ร่วมมือ

การที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เดินหน้าเสนอชื่อ “ลาบ” (Larb) เข้าสู่บัญชีรายชื่อตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ต่อ UNESCO ในรอบปี 2026 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงวัฒนธรรมและการทูตของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะต่อประเทศไทยซึ่งวางยุทธศาสตร์ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” มานานกว่าสองทศวรรษ

รายงานวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ฉบับล่าสุดระบุว่า ความเคลื่อนไหวของลาวไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์วัฒนธรรมอาหาร หากแต่เป็นการใช้ “ซอฟต์พาวเวอร์” ผ่านแนวคิด “ชาตินิยมทางอาหาร” (Gastro-nationalism) และ “การทูตเชิงวัฒนธรรม” (Cultural Diplomacy) เพื่อสร้างแบรนด์ชาติในเวทีโลก

ไทม์ไลน์พิจารณา 2026 และยุทธศาสตร์ของลาว

ข้อมูลจากกระบวนการของ UNESCO ชี้ว่า แฟ้มเสนอชื่อ “ลาบ” ของลาวได้เข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบความครบถ้วน ก่อนเข้าสู่การประเมินโดยคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระในช่วงปลายปี 2025 และจะมีการตัดสินในที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลสมัยที่ 21 ปลายปี 2026 ที่เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีน

การเสนอชื่อครั้งนี้ต่อยอดจากความสำเร็จเดิมของลาว เช่น การขึ้นทะเบียน “เสียงแคนลาว” และ “ลายนาคในผ้าทอ” สะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการยกระดับทุนวัฒนธรรมสู่เวทีสากล

ในเนื้อหาแฟ้มเสนอชื่อ ลาวเน้น “ลาบ” ในฐานะส่วนหนึ่งของ “พาข้าว” หรือสำรับอาหารครบชุด เชื่อมโยงแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (Zero Waste) และความหมายเชิงมงคลของคำว่า “ลาบ” ที่พ้องเสียงกับ “โชคลาภ” พร้อมชูบทบาทในงานบุญและเทศกาลปีใหม่ลาว (Pi Mai Lao)

มรดกร่วมไท-ลาว: ประวัติศาสตร์ที่ทับซ้อน

นักมานุษยวิทยาชี้ว่า “ลาบ” เป็นวัฒนธรรมอาหารร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได (Tai-Kadai) กระจายตั้งแต่ยูนนาน รัฐฉาน ล้านนา อีสาน จนถึงลาว โดยมีพัฒนาการแตกต่างกันตามภูมิศาสตร์

ลาบเมือง (ล้านนา) เด่นที่เครื่องเทศแห้ง เช่น มะแขว่น ดีปลี กลิ่นหอมฉุน ไม่เน้นเปรี้ยว

ลาบอีสาน–ลาว เน้นรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ใช้ข้าวคั่วและปลาร้าเป็นหัวใจ

ในอดีต “ลาบ” เป็นอาหารพิธีกรรม ใช้ในงานมงคลและกิจกรรมชุมชน สะท้อนความสามัคคีและโครงสร้างสังคม

ขณะเดียวกัน ลาวยังมีแผนผลักดัน “พิธีสู่ขวัญ” (Baci/Su Khuan Ceremony) ต่อ UNESCO ในลำดับถัดไป ซึ่งเป็นพิธีกรรมเรียกขวัญที่พบได้ทั้งในลาวและภาคอีสาน–เหนือของไทย

ผลกระทบต่อไทย: เศรษฐกิจ–ภาพลักษณ์–ความรู้สึกสาธารณะ

ประเทศไทยมีร้านอาหารไทยกว่า 20,000 แห่งทั่วโลก และเมนู “ลาบ” เป็นหนึ่งในจานมาตรฐาน หากลาบได้รับสถานะมรดกโลกในนามลาว อาจเกิดผลกระทบหลายด้าน ได้แก่

ความสับสนด้านอัตลักษณ์ (Brand Confusion)
ผู้บริโภคต่างชาติอาจตั้งคำถามถึง “ความเป็นต้นตำรับ” ของลาบในร้านอาหารไทย

การแข่งขันเชิงภาพลักษณ์
ร้านอาหารลาวในต่างประเทศอาจใช้ตราสัญลักษณ์ UNESCO เป็นจุดขายใหม่

โอกาสในห่วงโซ่อุปทาน
ความนิยมที่เพิ่มขึ้นอาจดันยอดส่งออกวัตถุดิบไทย เช่น ข้าวคั่ว พริกป่น น้ำปลา สมุนไพรแห้ง

ในเชิงสังคม อาจเกิดกระแสถกเถียงออนไลน์ในลักษณะ “ชาตินิยมทางอาหาร” คล้ายกรณีโขนไทย–กัมพูชา หรือกิมจิสองเกาหลี อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า UNESCO เปิดทางให้ “มรดกร่วม” สามารถขึ้นทะเบียนแยกหรือร่วมกันได้

ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์: โมเดล 3C สำหรับไทย

ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนวทาง “3C” เพื่อเปลี่ยนการแข่งขันเป็นความร่วมมือ

1. Cooperation (ความร่วมมือ)
ไทยอาจหารือกับลาวเพื่อเสนอชื่อร่วมในอนาคต เช่น “วัฒนธรรมอาหารลุ่มน้ำโขง” หรือกรณีพิธีสู่ขวัญในฐานะมรดกร่วมสองฝั่งโขง

2. Characterization (สร้างอัตลักษณ์เฉพาะ)
ชู “ลาบเมือง” เครื่องเทศล้านนา หรือยกระดับลาบอีสานในบริบทสตรีทฟู้ดร่วมสมัย สร้างตลาดใหม่แทนการแย่งชิงต้นกำเนิด

3. Competitiveness (เสริมขีดแข่งขัน)
ปรับมาตรฐาน Thai Select และลงทุนวิจัยประวัติศาสตร์อาหารไท-กะได เพื่อสร้างองค์ความรู้รองรับการสื่อสารในเวทีโลก

บทสรุป: จากข้อพิพาทสู่สะพานวัฒนธรรม

นักวิชาการสรุปว่า การเสนอชื่อของลาวเป็นสิทธิอันชอบธรรม และไม่ใช่ภัยคุกคามต่อสถานะ “ครัวโลก” ของไทย หากไทยเลือกใช้ยุทธศาสตร์เชิงบวก

ในยุคที่พรมแดนวัฒนธรรมพร่าเลือน “ลาบ” ไม่ว่าจะปรุงที่เวียงจันทน์ หลวงพระบาง เชียงใหม่ หรือขอนแก่น ต่างสะท้อนรากเหง้าไท-ลาวร่วมกัน การบริหารจัดการมรดกร่วมอย่างสร้างสรรค์อาจเปลี่ยนจานอาหารพื้นบ้านให้กลายเป็นสะพานทางการทูตในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแท้จริง
 

หน้าแรก » การเมือง