วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 04:26 น.

การเมือง

พระปกเกล้าโพลเผยคนส่วนใหญ่รับรู้ “ซื้อเสียง” พบภาคใต้-อีสาน รับรู้มากที่สุด

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.10 น.

เมื่อวันที่  20 กุมภาพันธ์  2569  สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “การรับรู้ปัญหาซื้อเสียงของประชาชนและรัฐบาลที่อยากเห็นหลังเลือกตั้ง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll แถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 9 โดยสำรวจระหว่างวันที่ 13-16 ก.พ. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. คนส่วนใหญ่ รับรู้เรื่อง “ซื้อเสียง” ในเขตเลือกตั้งของตน

• 53.6% เคยได้ยิน เรื่องการซื้อเสียงในเขตเลือกตั้งของตน

• 46.4% ไม่เคยได้ยิน

ทั้งนี้พบว่า เรื่องการซื้อเสียง ยังอยู่ใกล้ตัวประชาชนจำนวนมาก ขณะเดียวกันอีกเกือบครึ่งไม่เคยได้ยิน สะท้อนว่า ความรับรู้เรื่องนี้ “ไม่เท่ากัน” ตามพื้นที่/เครือข่ายข่าวสาร/ประสบการณ์ในชุมชน

2. ประชาชนได้ยินราคาซื้อเสียง “500–1,000 บาท” ครองสัดส่วนสูงสุด

• ระดับเงินที่รับรู้ว่าใช้ในการซื้อเสียงมากที่สุดในกลุ่มที่รับรู้/ได้ยิน คือ “500–1,000” บาท (76.8%)

• รองลงมา คือ ต่ำกว่า 500 บาท (15.3%) และ มากกว่า 1,000 บาท (7.9%)

สะท้อนภาพจำของการซื้อเสียงว่า “ไม่ได้เป็นเงินก้อนใหญ่” การซื้อเสียง (ในมุมประชาชน) เป็นพฤติกรรมที่ “เข้าถึงง่าย ทำซ้ำได้” และอาจเกิดเป็นวงกว้างมากกว่าการทุ่มเงินสูงเป็นรายกรณี

3. การรับรู้เรื่องซื้อเสียงต่างกันมากตามพื้นที่: ใต้-อีสาน สูงกว่า 60% ขณะที่กรุงเทพมหานครได้ยินน้อยที่สุด

• ในกลุ่มคนที่ได้ยิน/รับรู้ ภาคใต้ สูงสุด (65.3%) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (64.9%) ใกล้เคียงกัน

• ภาคเหนือ (56.5%) ภาคตะวันออก (46.3%) ภาคกลาง (37.7%) และ กรุงเทพมหานคร (26.5%) น้อยที่สุด

ความต่างของสัดส่วนที่ได้ยินเรื่องซื้อเสียงระหว่างพื้นที่ค่อนข้างมาก สะท้อนว่า “บริบทพื้นที่” มีผล—บางพื้นที่การเมืองท้องถิ่นเข้มข้น/การแข่งขันสูง/ข่าวสารหนาแน่น จึงทำให้เรื่องซื้อเสียงถูกพูดถึงมากกว่า ขณะที่บางพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่มีความเป็นเมืองสูง อาจไม่พบ หรือประชาชนไม่เชื่อมโยงว่าเป็นการซื้อเสียง จึงรับรู้น้อยกว่า

4. ผลงาน กกต. ปราบทุจริตยังไม่ชนะใจประชาชน ไม่พอใจเกือบครึ่ง

• คนไม่พอใจการทำงานของ กกต. ในการป้องกัน–ปราบปรามทุจริตเลือกตั้งสูงสุด (40.8%)

• รองลงมา คือ พอใจระดับ ดี-ค่อนข้างดี (31.9%) พอใช้ (25.8) และ ไม่มีความเห็น (1.5%)

สะท้อนว่า ประชาชนยังต้องการเห็นการทำงานที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะ “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” ส่วนกลุ่ม “รู้สึกเฉยๆ” จำนวนมาก อาจสะท้อนว่าอีกส่วนของสังคมอาจยังไม่แน่ใจว่า กกต.ทำได้ผลแค่ไหน หรือยังไม่เห็นหลักฐานที่ชัดพอ

5. รูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลแบบใดที่ชอบที่สุด ? พบว่า คนจำนวนมาก “ยังไม่ถูกใจสูตรรัฐบาลแบบไหนเลย” แต่มีแนวโน้มไปที่ “สูตรผสมหลายพรรค” มากกว่า

• ไม่มีรูปแบบที่ชอบ สูงสุด (41.7%)

• รองลงมา คือ อยากเห็นรัฐบาลที่ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย+เพื่อไทย+ประชาธิปัตย์ (28.5%) ถัดมา คือ รัฐบาลที่ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย+เพื่อไทย+ประชาธิปัตย์+ประชาชาติ (13.8%)

• ถัดมา คือ อยากเห็นรัฐบาลที่ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย+กล้าธรรม+พลังประชารัฐ+เศรษฐกิจ (9.3%), รัฐบาลที่ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย+เพื่อไทย+กล้าธรรม (4.6%) และ รัฐบาลที่ร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย+กล้าธรรม น้อยที่สุด (1.9%)

ประชาชนจำนวนมากยังรู้สึกว่า “สูตรการเมืองที่ถูกเสนอมา ไม่ตอบโจทย์” หรือ ยังไม่มั่นใจต่อทั้งความชอบธรรม/เสถียรภาพ/ทิศทางนโยบายของการจับขั้วต่าง ๆ เมื่อจำเป็นต้องเลือก คนจำนวนหนึ่งไปทาง “รัฐบาลผสมหลายพรรค” มากกว่า สะท้อนความคาดหวังอาจอยู่ที่ “การประนีประนอมเพื่อเดินหน้า” แต่ก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ทำให้คนส่วนใหญ่พอใจ

สรุปผลสำรวจ

การสำรวจครั้งนี้สะท้อน 2 เรื่องใหญ่พร้อมกัน คือ ปัญหาซื้อเสียงยังเป็นความจริงที่ประชาชนจำนวนมากรับรู้ และมีลักษณะเป็นการให้ผลประโยชน์ระดับที่เข้าถึงได้ (กระจุกที่ 500–1,000 บาท) โดยการรับรู้เข้มข้นต่างไปตามพื้นที่ และ ความเชื่อมั่นต่อการคุมเกมความสุจริตเที่ยงธรรมยังเป็นโจทย์สำคัญ เพราะประชาชนกลุ่ม “ไม่พอใจ” ต่อบทบาทการปราบทุจริตของ กกต.มีมากกว่ากลุ่ม “พอใจ”

ขณะเดียวกัน ในมิติการเมืองหลังเลือกตั้ง ประชาชนจำนวนมากยัง “ไม่ลงตัว” กับสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่เสนอในสื่อ แม้ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการไปแล้วก็ตาม แต่ภาพรวมการสำรวจนี้ สะท้อนบรรยากาศที่สังคมต้องการทั้งการเลือกตั้งที่โปร่งใส (อย่างจับต้องได้) และ ต้องการการเมืองหลังเลือกตั้งที่ตอบโจทย์ประชาชนจริงมากกว่าเกมต่อรองอำนาจตามสูตรการเมืองเพียงอย่างเดียว

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง