วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 01:54 น.

การเมือง

“ดร.มหานิยม” ตั้งข้อสังเกตปมหมายเรียกอดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลาน หวั่นกระทบวงการสงฆ์-ชี้กฎหมายอาจเป็นต้นเหตุความขัดแย้ง

วันศุกร์ ที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569  กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บชก.) ออกหมายเรียกอดีตเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม (วัดบางคลาน) จังหวัดพิจิตร ในข้อหายักยอกเงินวัด 2.5 ล้านบาท กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีข้อโต้แย้งจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและกระบวนการตรวจสอบ  ดร.มหานิยม เวชกามา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมระบุว่าเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์ในวงกว้าง

ดร.มหานิยม ระบุว่า ก่อนหน้านี้ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)   ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบ ได้เข้าตรวจสอบบัญชีการเงินของวัดบางคลานอย่างละเอียด ทั้งบัญชีเงินฝากธนาคารทุกเล่ม ไม่พบพฤติการณ์ทุจริตแต่อย่างใด พร้อมทั้งมีการทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะและส่งถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

สาระสำคัญของการตรวจสอบพบว่า เงินจำนวนที่ถูกกล่าวหาไม่ใช่เงินในบัญชีวัด แต่เป็นเงินของมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะกรรมการวัด โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เงินจากการจองวัตถุมงคลเพื่อระดมทุนก่อสร้าง และเงินจากการจำหน่ายวัตถุมงคลภายหลัง ซึ่งมีหลักฐานทางบัญชีชัดเจน และอยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการมูลนิธิ

อย่างไรก็ตาม การออกหมายเรียกและการแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการสร้างความเสียหายต่อวัดและวงการพระพุทธศาสนา ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ในทางการเมือง นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา ได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา เพื่อให้ตรวจสอบพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจบางรายใน บชก. ว่ามีการใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ และมีเจตนากระทบต่อสถาบันสงฆ์หรือไม่

ดร.มหานิยม ยังสะท้อนความกังวลจากทั้งฝ่ายคณะสงฆ์และแวดวงกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าอาวาสเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งอาจทำให้พระสงฆ์ต้องเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายเพิ่มขึ้น โดยมีเสียงจากผู้บริหารระดับสูงในศาลอาญาทุจริตและคณะสงฆ์บางส่วน เสนอให้ทบทวนหรือยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว

“เจ้าอาวาสมีบทบาทดูแลพระภิกษุและชุมชนอยู่แล้ว การนำกฎหมายลักษณะนี้มาใช้ อาจสร้างภาระและความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น” ดร.มหานิยม กล่าว พร้อมระบุว่า ขณะนี้มีเจ้าอาวาสในพื้นที่ชนบทหลายแห่งแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ยังได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และฝ่ายบริหารที่กำกับดูแล เร่งเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงและสร้างความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและเสถียรภาพของสถาบันพระพุทธศาสนาในระยะยาว

กรณีดังกล่าวยังคงต้องติดตามความคืบหน้าจากทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและผู้เกี่ยวข้อง ว่าจะสามารถคลี่คลายข้อเท็จจริงและข้อกังขาของสังคมได้อย่างไรในลำดับต่อไป
 
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง