วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14:47 น.

การเมือง

"ครม." เคาะแล้ว! เปิดเงื่อนไข "ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรคนจน" ใครมีสิทธิได้ 4,000 บาท เริ่มใช้ 1 มิ.ย.นี้

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.51 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติอนุมัติโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งจะเป็นการใช้วงเงิน 1.75 แสนล้านบาท โดยเป็นการทยอยกู้ในระยะ 4 เดือน ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ในวงเงินรวม 4 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงการคลัง ย้ำว่า มาตรการดังกล่าว เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไม่ใช่เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด

เปิดเงื่อนไขโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เพื่อช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคนในการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตเศรษฐกิจ ด้วยวงเงินช่วยเหลือสูงสุด 4,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 เดือน ระยะเวลาโครงการ: ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย. 69

1. กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (13.18 ล้านคน) รับวงเงินช่วยเหลือ 1,000 บาท/คน/เดือน (รัฐสนับสนุน 100%) ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ได้สิทธิโดยอัตโนมัติเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านธงฟ้าฯ

สิทธิประชารัฐสวัสดิการ

-วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/เดือน

-วงเงินรวมค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาท/คน/เดือน

-มาตรการบรรเทาภาระค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้า 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน ค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน

-เบี้ยความพิการเพิ่มเติม (มติ ครม. 28 ม.ค.63) จำนวน 200 บาท/เดือนให้แก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับบัตรฯ

2. กลุ่มคนทั่วไป หรือ "สิทธิ 60/40 (30 ล้านคน) รัฐสนับสนุน 60% ประชาชนจ่าย 40% วงเงินจากรัฐ 1,000 บาท/คน/เดือน รวม 4,000 บาทตลอดโครงการ เปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปฯ "เป๋าตัง" ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค. 69

คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียน (สำหรับกลุ่ม 60/40) สัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ณ วันที่ 18 พ.ค. 69) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการรัฐที่ผ่านมา (คนละครึ่ง เฟส 1-5 และคนละครึ่งพลัส)

เงื่อนไขการใช้สิทธิและประเภทร้านค้า

ร้านค้าที่เข้าร่วม: ร้านอาหาร, เครื่องดื่ม, สินค้าทั่วไป, บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถโดยสารประจำทาง, รถสามล้อ, รถจักรยานยนต์รับจ้าง เป็นต้น

-ร้านค้าเดิม กดยอมรับเงื่อนไข 25 พ.ค.-30 ก.ย.69

-ร้านค้าใหม่ เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค.-31 ก.ค.69

-ร้านค้าเดิม/ใหม่ ผูกฟู้ดเดลิเวอรี่ 10 มิ.ย.-30 ก.ย.69 (เวลา 6.00-23.00 น.)

ข้อยกเว้น: ไม่สามารถใช้กับบริการนวด, สปา, ทำเล็บ หรือทำผมได้

การใช้จ่าย: ช่วงเวลาการใช้สิทธิ 06.00 น.-23.00 น. ของทุกวัน ต้องผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" (G-Wallet) เท่านั้น และไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้

 ‘เอกนิติ’ เร่งเครื่องลงทุน เตรียม ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บรรเทาวิกฤติค่าครองชีพ
 
 ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการแถลงภาพรวมเศรษฐกิจไทยโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในไตรมาสที่ 1 ว่า ขยายตัวที่ระดับ 2.8% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยหลักหลักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน โดยการลงทุนรวมของทั้งประเทศขยายตัวถึง 9.9% ตัวเลขที่โดดเด่นที่สุดคือการลงทุนของภาคเอกชนที่พุ่งสูงถึง 10.1% ซึ่งถือเป็นการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี

“ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านโยบายเศรษฐกิจที่ดำเนินการมาก่อนเกิดวิกฤตสงคราม โดยเฉพาะนโยบาย Quick Big Win กระตุ้นสั้นแต่ได้ผลยาว เริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การปลดล็อกข้อจำกัดผ่านโครงการ BOI Fast Pass ยังช่วยเร่งให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody's ปรับมุมมองต่อประเทศไทยในทิศทางที่บวกขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพจากการลงทุนของเอกชนที่กลับมาฟื้นตัวหลังจากที่ประเทศไทยขาดการลงทุนขนาดใหญ่มาเป็นเวลานาน

ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกในไตรมาสแรกก็ยังคงขยายตัวได้ดี เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะบังคับใช้มาตรการ 301 ในช่วงปลายปี

อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีประเมินว่า ตัวเลขจีดีพีที่เติบโตในไตรมาส 1 เป็นเพียงภาพสะท้อนจาก “กระจกหลัง" เพราะเมื่อมองไปที่ถนนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงมีความขรุขระและมีความท้าทายรออยู่ ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสงครามที่ปะทุขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมอย่างเต็มที่ เนื่องจากรัฐบาลได้เข้าตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรในขณะนั้น

ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจที่จะตามมาอีกหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤติพลังงานโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันจะไม่อยู่ในระดับต่ำอีกต่อไป

ต่อมาคือ วิกฤติเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งเริ่มสะท้อนในอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเม.ย. ขยับสูงขึ้นถึง 2.9% สัญญาณที่น่ากังวลคือดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เริ่มพลิกกลับมาเป็นบวก ในขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังคงติดลบในไตรมาสแรก บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจกำลังแบกรับต้นทุนและถูกบีบกำไร (Margin) ไว้ ซึ่งเมื่อธุรกิจไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ไหวและต้องส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภค จะทำให้เกิดปัญหาค่าครองชีพและปัญหาสภาพคล่องปากท้องของประชาชน

“สภาวการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ เมื่อภาวะที่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้และกำลังซื้อของผู้คนกลับลดลง ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขอาจลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานได้ในอนาคต”

นายสันติธาร กล่าวว่า ปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันเกิดจากฝั่งต้นทุนที่สูงขึ้น (Cost-push inflation) ไม่ได้เกิดจากฝั่งอุปสงค์หรือกำลังซื้อที่ร้อนแรง ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินด้วยการเร่งขึ้นดอกเบี้ยอาจทำได้ยากและอาจไปซ้ำเติมให้เศรษฐกิจหดตัวลงไปอีก

นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติปากท้อง รัฐบาลเตรียมนำเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะดึงเม็ดเงินจำนวน 200,000 ล้านบาท จากวงเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท มาใช้ดำเนินการ โครงการนี้จะใช้โมเดลการร่วมจ่าย รัฐบาลสมทบ 60% และประชาชนจ่าย 40% มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยและคนตัวเล็กในสังคม

“โครงการนี้มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวของเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงจากโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตที่พบว่า ยอดการจับจ่ายใช้สอยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15% ในขณะที่อีก 85% กระจายออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม SME ด้วย”

นอกจากการเยียวยาระยะสั้นแล้ว รัฐบาลยังมีเป้าหมายใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก. กู้เงิน ในการปรับโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ด้วยการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ด้านพลังงานและต้นทุน โดยอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงคมนาคมเพื่อผลักดันกลุ่มรถบรรทุกหัวลากขนส่งให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า รวมทั้งสนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ที่ผสมปาล์มน้ำมันในประเทศให้มากขึ้น แนวทางนี้ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันถาวร เพื่อไม่ให้รัฐบาลต้องนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเพียงอย่างเดียวอย่างไม่สิ้นสุด

ส่วนในภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน รัฐบาลเตรียมออกมาตรการ "ปุ๋ยคนละครึ่ง" เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแบบเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ บอร์ด BOI ยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน เพื่อผลิตวัตถุดิบทำปุ๋ยใช้เองในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรในระยะยาว

ในมิติของนโยบายการเงินและการคลัง รองนายกรัฐมนตรีอธิบายว่า พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) และนโยบายการคลังป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในเวลานี้

สำหรับข้อกังวลด้านหนี้สาธารณะ นายเอกนิติระบุว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจและการลงทุนเดินหน้าต่อไปได้ จีดีพีของประเทศจะหดตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบทางคณิตศาสตร์ให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งทะลุ 70% ได้โดยอัตโนมัติ แต่ด้วยการดำเนินนโยบายในปัจจุบัน คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปีนี้จะอยู่ที่ระดับไม่ถึง 68% และจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 69% ในช่วงปี 2571-2572 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารจัดการ

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้แตกต่างจากอดีต ไม่เหมือนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่จีดีพีติดลบ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 ที่ส่งออกพังทลาย แต่วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตปากท้องที่ตัวเลขจีดีพีโดยรวมอาจไม่ได้ดูแย่ แต่จะสะท้อนความรุนแรงออกมาในรูปของเงินเฟ้อและภาระค่าครองชีพของประชาชนแทน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายเยียวยาควบคู่ไปกับการรักษาเครื่องยนต์การลงทุน เพื่อขยายขีดความสามารถของประเทศในระยะยาวต่อไป
 

 
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง