วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 02:34 น.

การเมือง

วุฒิสภาจับมือ วช. ผ่าทางตันระบบนโยบาย ย้ำ "งานวิจัยต้องเหนือการเมือง" "ประจิน" กางพิมพ์เขียว 5 ข้อ ดึงผลงานลงจากหิ้ง สู่ "ใบปะหน้า" บังคับใช้กฎหมาย

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

วุฒิสภาจับมือ วช. ผ่าทางตันระบบนโยบาย ย้ำ "งานวิจัยต้องเหนือการเมือง" "ประจิน" กางพิมพ์เขียว 5 ข้อ ดึงผลงานลงจากหิ้ง สู่ "ใบปะหน้า" บังคับใช้กฎหมาย   ด้าน "สว.ชิบ" ยันสภาสูงพร้อมเป็นสะพานเชื่อม ยุติการใช้ดุลพินิจส่วนตัว-ป้องบทบาททุนผูกขาด

เมื่อวันที่  26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ มีการจัดงานสัมมนา "เมื่อความจริงจากงานวิจัย ปะทะ กับความต้องการทางการเมือง" ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ภายใต้แนวคิด "Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน" จัดโดยคณะอนุกรรมการเสริมสร้าง ขับเคลื่อน และติดตามการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ วุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. เข้าร่วม ท่ามกลางบรรยากาศไว้อาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ก่อนเริ่มพิธี

นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานอนุกรรมการฯ กล่าวเปิดงานและย้ำจุดยืนของสภาสูงว่า การสัมมนาครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของวุฒิสภาในการส่งเสริมการนำงานวิจัยมาใช้ในกระบวนการนิติบัญญัติและการกำหนดนโยบายสาธารณะ งานวิจัยต้องไม่หยุดอยู่แค่บนหิ้ง แต่ต้องเป็นฐานในการตัดสินใจเพื่อป้องกันการใช้ดุลพินิจส่วนตัวหรือประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น เพื่อให้กฎหมายตั้งอยู่บนความถูกต้องและสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

"ประจิน" เปิดบิ๊กดีลพิมพ์เขียว 5 ข้อ

ด้าน พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง องค์ปาฐกพิเศษในหัวข้อ "วิจัย นวัตกรรม และการนิติบัญญัติแห่งอนาคต" ได้เสนอทางออกเชิงโครงสร้าง 5 ประการ เพื่อปลดล็อกงานวิจัยสู่ความเป็นจริงทางการเมือง คือ

1. การปรับปรุงกระบวนการนิติบัญญัติ โดยเสนอแก้ไขพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องต่อ ครม. กำหนดให้ร่างกฎหมายและโครงการใหญ่ต้องมี "แผ่นปะหน้า" และตารางเปรียบเทียบผลวิจัย หากฝ่ายการเมืองทำต่างจากผลวิจัยต้องชี้แจงเหตุผลประกอบ และต้องผูกโยงกับงบประมาณ

2. สร้างความชอบธรรมทางการเมือง โดยการใช้งานวิจัยเป็นเกราะกำบังสร้างความน่าเชื่อถือให้นโยบายรัฐ และให้ฝ่ายค้านใช้ตรวจสอบถ่วงดุล

3. การสื่อสารและการย่อยข้อมูล โดยให้หน่วยงานกลาง เช่น สำนักวิชาการของรัฐสภา แปลงภาษาเทคนิคเป็นอินโฟกราฟิกหรือบทสรุปผู้บริหารความยาวไม่เกิน 25 หน้า ร่วมกับการกระจายข้อมูลผ่านสื่อมวลชนเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนทางสังคม

4. สร้างกลไกสนับสนุนในสภา โดยตั้งคณะอนุกรรมการประสานงานป้อนข้อมูลตรงสู่กรรมาธิการ และทำ MOU ร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเพื่อนำงานวิจัยเชิงพื้นที่มาแก้ปัญหาท้องถิ่น

5. การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยนำ AI มาช่วยสรุปวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล และสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลเปิด (Open Data) ให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ

สว.-สส.-นักวิชาการ ประสานเสียง"สับการเมืองบังข้อเท็จจริง"

ในเวทีเสวนาซึ่งดำเนินรายการโดย รศ.ดร. ภคพล อนุฤทธิ์ บรรยากาศเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน 

โดย รศ. แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์แรงงาน ระบุว่า งานวิจัยโดยตัวมันเองมีความเป็นกลาง ไม่เป็นปฏิปักษ์กับใคร แต่อยู่ที่ผู้มีอำนาจจะหยิบไปใช้สร้างความชอบธรรมให้ตนเองหรือไม่ พร้อมยกตัวอย่างเรื่อง ค่าแรงขั้นต่ำ ที่ตลอด 30-40 ปี ฝ่ายนโยบายมักเชื่อมายาคติทุนนิยมว่าการขึ้นค่าแรงจะทำเศรษฐกิจพัง ทั้งที่สถิติยุค 300 บาททั่วประเทศพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เลวร้าย จึงเสนอให้ใช้สื่อมวลชนทลายม่านมายาคติและอคติต่อคนจนเพื่อดึงงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง

ขณะที่ รศ.ดร. มานิตย์ จุมปา ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เผยถึงความน่ากลัวใน "วาระที่ 2 ของชั้นแปรญัตติ" ที่กฎหมายมักถูกแก้จนเสียหลักการเดิม กลายเป็นลักษณะ "หัวมดตะนอย ท้ายแมลงป่อง" เนื่องจากไม่มีข้อมูลวิชาการไปค้ำยันในเวลานั้น จึงจำเป็นต้องมีระบบใบปะหน้างานวิจัยเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ

ชำแหละงบปี 70 ไร้อนาคต-จี้รื้อไซโลราชการ

ส่วนฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร ศ.ดร. สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส. และอดีต รมว.คลัง วิจารณ์ระบบราชการไทยที่ติดกับดักการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) และผู้นำขาดวิสัยทัศน์จ้องแต่โครงการหาประโยชน์ พร้อมเสนอโมเดลปฏิรูปการศึกษาแบบ Demand-side ผ่าน "ระบบคูปอง" (Voucher System) ให้เงินอุดหนุนตรงแก่ผู้ปกครองและนักเรียนในการเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุด เพื่อบีบให้โรงเรียนต้องพัฒนาคุณภาพแข่งกันเหมือนระบบ 30 บาทรักษาทุกโรค ทั้งยังแนะรัฐบาลร่วมทุนกับดร.และนักวิจัยเก่งๆ ตั้งบริษัทเทคโนโลยีแข่งขันระดับโลกแบบจีน

ปิดท้ายด้วย ผศ.ดร. การดี เลียวไพโรจน์ สส. และผู้เชี่ยวชาญอนาคตศาสตร์ เปิดเผยข้อมูลน่าตกใจจากการใช้ AI วิเคราะห์งบประมาณปี 2570 พบว่า "งบประมาณไทยมีทุกอย่างยกเว้นอนาคต" เพราะเน้นแต่โครงสร้างพื้นฐานเดิมๆ เช่น การสร้างถนน แต่ขาดงบลงทุนอนาคตอย่าง Net Zero หรือเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมแสดงความกังวลเรื่องอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) ในโครงการ AI Passport ที่ปล่อยให้ต่างชาตินำข้อมูลพฤติกรรมคนไทย 5 ล้านคนไปใช้ประโยชน์ เสนอเร่งผลักดันกฎหมาย Open Data นำ AI ปราบคอร์รัปชัน และเชื่อมงานวิจัยเข้ากับ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

ในช่วงท้ายของการสัมมนา นางสาวแก้วเกศร์ ถาวรพันธ์ รองเลขาธิการวุฒิสภา ได้มอบของที่ระลึกขอบคุณวิทยากร โดยงานนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ระบบการเมืองไทยต้องถูกควบคุมด้วยกลไกกฎหมายที่บังคับให้ใช้ "ความจริงจากงานวิจัย" เป็นสารตั้งต้น เพื่อยุติการใช้อำนาจตามอำเภอใจและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง