วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 00:46 น.

การเมือง

“มณีรัฐ” อัดรัฐบาล ปมสารปนเปื้อนแม่น้ำกก จี้ตอบให้ได้ “สารมาจากไหน” หลังพบโลหะหนักในพืชซ้ำ 6 รอบ — เปิดข้อมูลประชาชน ก่อนยกระดับสู่ UN

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.30 น.

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569  น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา จ.เชียงราย เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตอบคำถามประชาชนกรณีปัญหาสารปนเปื้อนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก หลังเพจ Lanner เผยแพร่ข้อมูลผลตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนในพืชบริเวณริมแม่น้ำกก ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ พบโลหะหนักหลายชนิดเกินค่ามาตรฐานในพืชหลายรายการ และพบการปนเปื้อนต่อเนื่องจากการตรวจถึง 6 รอบ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569

ขณะเดียวกัน ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามต่อระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยทางอาหารของภาครัฐ หลังพบโลหะหนักในพืชผักที่ปลูกในแปลงเกษตรซึ่งใช้ดินตะกอนจากน้ำกกที่ท่วมในปี 2567 โดยชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่สำคัญของระบบรัฐ ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การตรวจหาต้นเหตุ การสื่อสารต่อประชาชน ไปจนถึงมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคและการช่วยเหลือเกษตรกร

น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบในเวลานี้ไม่ใช่เพียงว่า “พบสารอะไร” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “สารเหล่านั้นมาจากไหน และรัฐบาลจะปกป้องประชาชนอย่างไร?”

พบซ้ำ 6 รอบ ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียว

ข้อมูลที่ Lanner เผยแพร่ระบุว่า การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างพืชโดยสำนักงานเกษตรอำเภอแม่อายและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ ดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 รวม 6 รอบ และพบการปนเปื้อนของโลหะหนักในพืชหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง

การตรวจครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พบสารหนูในคะหล่ำดอก 2.119 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพบแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานในพืชหลายชนิด เช่น ดอกหอม ข้าวโพดหวาน พริกขี้หนูผลใหญ่ แตงร้าน และเสาวรส

การตรวจครั้งที่ 2 วันที่ 23 มกราคม 2569 พบแคดเมียมในพืชหลายชนิด รวมถึงพริกขี้หนูผลใหญ่ และพบตะกั่วในผักกาดเขียวปลี ขณะที่พบสารหนูในตัวอย่างบางรายการ

การตรวจครั้งที่ 3 วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 พบแคดเมียมในกระเทียม สับปะรด มะเขือม่วง และพริกขี้หนูผลใหญ่ โดยบางรายการถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน รวมถึงพบตะกั่วและสารหนูในพืชบางชนิด

การตรวจครั้งที่ 4 วันที่ 30 มีนาคม 2569 พบแคดเมียมในตัวอย่างที่ตรวจทั้ง 11 ตัวอย่าง โดยมีค่าระหว่าง 0.274–0.498 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมีหลายรายการถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน นอกจากนี้ยังพบตะกั่วและสารหนูในพืชบางชนิด

การตรวจครั้งที่ 5 วันที่ 20 เมษายน 2569 พบตะกั่วในกระเทียม 2.925 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน ขณะเดียวกันพบแคดเมียมในกระเทียม มะม่วง ถั่วฝักยาว และมันเทศ โดยทั้งหมดถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน

ส่วนการตรวจครั้งที่ 6 วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ยังคงพบแคดเมียมในพืชทั้ง 4 ตัวอย่าง ได้แก่ แตงกวา มะเขือเปราะ บวบ และมะม่วง โดยถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน และยังพบสารหนูในแตงกวา 2.594 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน

ข้อมูลทั้ง 6 รอบจึงสะท้อนว่า การปนเปื้อนไม่ได้ปรากฏเฉพาะตัวอย่างใดตัวอย่างหนึ่ง แต่พบโลหะหนักในพืชหลายชนิดและหลายช่วงเวลา

“ตรวจพบแล้ว แต่รัฐยังตอบไม่ได้ว่ามาจากไหน”

น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขผลตรวจ คือ รัฐบาลยังไม่สามารถตอบประชาชนได้อย่างชัดเจนว่าโลหะหนักเหล่านี้มีแหล่งกำเนิดจากที่ใด

“เมื่อพบซ้ำถึง 6 รอบ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำไม่ใช่เพียงเก็บตัวอย่างมาตรวจเพิ่ม แต่ต้องไล่หาต้นเหตุให้ได้”

เธอระบุว่า ต้องตรวจสอบตั้งแต่ น้ำ ตะกอน ดิน พื้นที่เกษตร แหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตร ไปจนถึงกิจกรรมในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อหาความเชื่อมโยงทางวิทยาศาสตร์ว่าโลหะหนักเข้าสู่ระบบการเกษตรได้อย่างไร

“ถ้ารัฐตรวจพบสาร แต่ไม่ตรวจหาต้นเหตุ เราก็จะรู้เพียงว่าปัญหาเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าจะหยุดปัญหานั้นตรงไหน”

จี้รัฐบาลตอบ 5 ช่องโหว่

น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า ประเด็นที่รัฐบาลต้องเร่งตอบมีอย่างน้อย 5 เรื่อง

หนึ่ง — ระบบเฝ้าระวังระหว่างโซ่อาหารยังไม่ชัดเจน

แม้มีการตรวจสารโลหะหนักในผลผลิตเป็นระยะ แต่ต้องมีระบบเฝ้าระวังตั้งแต่แหล่งน้ำ ตะกอน ดิน ผลผลิต ไปจนถึงผู้บริโภค และต้องกำหนดให้ชัดว่า เมื่อพบการปนเปื้อนแล้ว รัฐจะดำเนินการอย่างไรต่อ

สอง — ตรวจพบสาร แต่ยังไม่ตรวจหาต้นเหตุ

การระบุเพียงชนิดและปริมาณของสารยังไม่เพียงพอ ต้องมีการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ว่าโลหะหนักมาจากดิน ตะกอน น้ำ ปุ๋ย สารเคมีทางการเกษตร หรือแหล่งอื่น

สาม — ประชาชนเข้าถึงข้อมูลไม่เพียงพอ

เกษตรกรและผู้บริโภคควรได้รับทราบผลตรวจอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงและป้องกันตัวเองได้

สี่ — มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคต้องชัดเจน

เมื่อพบผลผลิตที่มีโลหะหนักเกินมาตรฐาน รัฐต้องตอบให้ได้ว่าผลผลิตดังกล่าวถูกนำเข้าสู่ตลาดแล้วหรือไม่ มีระบบติดตามหรือเรียกคืนหรือไม่ และประชาชนจะได้รับการคุ้มครองอย่างไร

ห้า — ต้องมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

หากพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบ รัฐต้องมีแนวทางที่ชัดเจนทั้งการหยุดการเก็บเกี่ยว การตรวจยืนยัน การชดเชยความเสียหาย การจัดหาแหล่งน้ำหรือดินทดแทน และการฟื้นฟูพื้นที่

“รัฐบาลต้องเลิกตรวจแบบตั้งรับ”

น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า ข้อมูลที่ปรากฏทำให้เห็นว่ารัฐไม่ควรทำงานในลักษณะ “พบปัญหาแล้วจึงตรวจ” แต่ต้องเปลี่ยนเป็นระบบเฝ้าระวังเชิงรุก

โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากการปนเปื้อน รัฐควรมีฐานข้อมูลต่อเนื่อง สามารถเปรียบเทียบผลตรวจย้อนหลัง และติดตามความเปลี่ยนแปลงของสารปนเปื้อนในแต่ละพื้นที่ได้

“ประชาชนไม่ควรต้องรอให้มีการตรวจพืชแล้วพบโลหะหนักก่อน จึงจะรู้ว่าพื้นที่ของตัวเองมีความเสี่ยง”

เปิดข้อมูลให้ประชาชน ไม่ใช่เก็บไว้ในระบบราชการ

น.ส.มณีรัฐ เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลผลตรวจทั้งหมดต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ ทั้งวันเวลาตรวจ พื้นที่เก็บตัวอย่าง ชนิดพืช ผลการตรวจ และมาตรฐานที่ใช้เปรียบเทียบ

“ถ้ารัฐมีข้อมูล ต้องเปิดข้อมูล เพราะคนที่อยู่กับแม่น้ำกกทุกวันคือประชาชน”

เธอกล่าวว่า ข้อมูลต้องถูกนำเสนอในรูปแบบที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ ไม่ใช่เพียงเอกสารทางราชการที่ประชาชนเข้าถึงได้ยาก

จากข้อมูลท้องถิ่น สู่หลักฐานระดับประเทศและ UN

น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า หากผลการตรวจสอบยังพบการปนเปื้อนต่อเนื่อง รัฐบาลควรเร่งจัดทำฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีมาตรฐานและตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อใช้ประกอบการประเมินผลกระทบในระยะยาว

โดยเฉพาะหากมีข้อสงสัยว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับ มลพิษข้ามพรมแดน จำเป็นต้องมีหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการเจรจาระหว่างประเทศ

“เราไม่ควรกล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน แต่เราก็ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาที่กระทบประชาชนถูกเก็บอยู่แค่ในระดับพื้นที่”

หากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มีความชัดเจนและพบว่ามีมิติด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ประเทศไทยควรนำข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงพิจารณานำเสนอข้อมูลต่อ องค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

“รัฐบาลต้องตอบประชาชน 4 คำถาม”

น.ส.มณีรัฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้ประชาชนต้องการคำตอบที่ชัดเจนอย่างน้อย 4 เรื่อง

น้ำปลอดภัยหรือไม่
ผลผลิตทางการเกษตรปลอดภัยหรือไม่
โลหะหนักมาจากไหน
และหากประชาชนได้รับผลกระทบ รัฐบาลจะรับผิดชอบและปกป้องอย่างไร

“การตรวจพบสารปนเปื้อนซ้ำ 6 รอบไม่ควรจบลงด้วยรายงานผลตรวจอีกฉบับหนึ่ง แต่ต้องนำไปสู่การค้นหาต้นเหตุและมาตรการปกป้องประชาชน”

“รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่น้ำกก และต้องทำให้โลกเห็นด้วยว่าเชียงรายกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร”

“ถ้ารัฐยังตอบไม่ได้ว่ามลพิษมาจากไหน ประชาชนก็มีสิทธิถามต่อว่า แล้วรัฐบาลกำลังปกป้องพวกเขาอยู่ตรงไหน”

“ข้อมูลต้องไม่หยุดอยู่ในระบบราชการ แต่ต้องกลายเป็นหลักฐานเพื่อคุ้มครองประชาชน และหากเป็นปัญหาที่เกินขอบเขตประเทศ เราต้องกล้านำข้อเท็จจริงไปสู่ประชาคมโลกและ UN”
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง