การเมือง
“มณีรัฐ” อัดรัฐบาล ปมสารปนเปื้อนแม่น้ำกก จี้ตอบให้ได้ “สารมาจากไหน” หลังพบโลหะหนักในพืชซ้ำ 6 รอบ — เปิดข้อมูลประชาชน ก่อนยกระดับสู่ UN
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา จ.เชียงราย เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตอบคำถามประชาชนกรณีปัญหาสารปนเปื้อนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก หลังเพจ Lanner เผยแพร่ข้อมูลผลตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนในพืชบริเวณริมแม่น้ำกก ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ พบโลหะหนักหลายชนิดเกินค่ามาตรฐานในพืชหลายรายการ และพบการปนเปื้อนต่อเนื่องจากการตรวจถึง 6 รอบ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569
ขณะเดียวกัน ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามต่อระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยทางอาหารของภาครัฐ หลังพบโลหะหนักในพืชผักที่ปลูกในแปลงเกษตรซึ่งใช้ดินตะกอนจากน้ำกกที่ท่วมในปี 2567 โดยชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่สำคัญของระบบรัฐ ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การตรวจหาต้นเหตุ การสื่อสารต่อประชาชน ไปจนถึงมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคและการช่วยเหลือเกษตรกร
น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบในเวลานี้ไม่ใช่เพียงว่า “พบสารอะไร” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “สารเหล่านั้นมาจากไหน และรัฐบาลจะปกป้องประชาชนอย่างไร?”
พบซ้ำ 6 รอบ ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียว
ข้อมูลที่ Lanner เผยแพร่ระบุว่า การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างพืชโดยสำนักงานเกษตรอำเภอแม่อายและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ ดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 รวม 6 รอบ และพบการปนเปื้อนของโลหะหนักในพืชหลายชนิดอย่างต่อเนื่อง
การตรวจครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พบสารหนูในคะหล่ำดอก 2.119 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพบแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานในพืชหลายชนิด เช่น ดอกหอม ข้าวโพดหวาน พริกขี้หนูผลใหญ่ แตงร้าน และเสาวรส
การตรวจครั้งที่ 2 วันที่ 23 มกราคม 2569 พบแคดเมียมในพืชหลายชนิด รวมถึงพริกขี้หนูผลใหญ่ และพบตะกั่วในผักกาดเขียวปลี ขณะที่พบสารหนูในตัวอย่างบางรายการ
การตรวจครั้งที่ 3 วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 พบแคดเมียมในกระเทียม สับปะรด มะเขือม่วง และพริกขี้หนูผลใหญ่ โดยบางรายการถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน รวมถึงพบตะกั่วและสารหนูในพืชบางชนิด
การตรวจครั้งที่ 4 วันที่ 30 มีนาคม 2569 พบแคดเมียมในตัวอย่างที่ตรวจทั้ง 11 ตัวอย่าง โดยมีค่าระหว่าง 0.274–0.498 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมีหลายรายการถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน นอกจากนี้ยังพบตะกั่วและสารหนูในพืชบางชนิด
การตรวจครั้งที่ 5 วันที่ 20 เมษายน 2569 พบตะกั่วในกระเทียม 2.925 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน ขณะเดียวกันพบแคดเมียมในกระเทียม มะม่วง ถั่วฝักยาว และมันเทศ โดยทั้งหมดถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน
ส่วนการตรวจครั้งที่ 6 วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ยังคงพบแคดเมียมในพืชทั้ง 4 ตัวอย่าง ได้แก่ แตงกวา มะเขือเปราะ บวบ และมะม่วง โดยถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน และยังพบสารหนูในแตงกวา 2.594 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถูกระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน
ข้อมูลทั้ง 6 รอบจึงสะท้อนว่า การปนเปื้อนไม่ได้ปรากฏเฉพาะตัวอย่างใดตัวอย่างหนึ่ง แต่พบโลหะหนักในพืชหลายชนิดและหลายช่วงเวลา
“ตรวจพบแล้ว แต่รัฐยังตอบไม่ได้ว่ามาจากไหน”
น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขผลตรวจ คือ รัฐบาลยังไม่สามารถตอบประชาชนได้อย่างชัดเจนว่าโลหะหนักเหล่านี้มีแหล่งกำเนิดจากที่ใด
“เมื่อพบซ้ำถึง 6 รอบ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำไม่ใช่เพียงเก็บตัวอย่างมาตรวจเพิ่ม แต่ต้องไล่หาต้นเหตุให้ได้”
เธอระบุว่า ต้องตรวจสอบตั้งแต่ น้ำ ตะกอน ดิน พื้นที่เกษตร แหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตร ไปจนถึงกิจกรรมในพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อหาความเชื่อมโยงทางวิทยาศาสตร์ว่าโลหะหนักเข้าสู่ระบบการเกษตรได้อย่างไร
“ถ้ารัฐตรวจพบสาร แต่ไม่ตรวจหาต้นเหตุ เราก็จะรู้เพียงว่าปัญหาเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าจะหยุดปัญหานั้นตรงไหน”
จี้รัฐบาลตอบ 5 ช่องโหว่
น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า ประเด็นที่รัฐบาลต้องเร่งตอบมีอย่างน้อย 5 เรื่อง
หนึ่ง — ระบบเฝ้าระวังระหว่างโซ่อาหารยังไม่ชัดเจน
แม้มีการตรวจสารโลหะหนักในผลผลิตเป็นระยะ แต่ต้องมีระบบเฝ้าระวังตั้งแต่แหล่งน้ำ ตะกอน ดิน ผลผลิต ไปจนถึงผู้บริโภค และต้องกำหนดให้ชัดว่า เมื่อพบการปนเปื้อนแล้ว รัฐจะดำเนินการอย่างไรต่อ
สอง — ตรวจพบสาร แต่ยังไม่ตรวจหาต้นเหตุ
การระบุเพียงชนิดและปริมาณของสารยังไม่เพียงพอ ต้องมีการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ว่าโลหะหนักมาจากดิน ตะกอน น้ำ ปุ๋ย สารเคมีทางการเกษตร หรือแหล่งอื่น
สาม — ประชาชนเข้าถึงข้อมูลไม่เพียงพอ
เกษตรกรและผู้บริโภคควรได้รับทราบผลตรวจอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงและป้องกันตัวเองได้
สี่ — มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคต้องชัดเจน
เมื่อพบผลผลิตที่มีโลหะหนักเกินมาตรฐาน รัฐต้องตอบให้ได้ว่าผลผลิตดังกล่าวถูกนำเข้าสู่ตลาดแล้วหรือไม่ มีระบบติดตามหรือเรียกคืนหรือไม่ และประชาชนจะได้รับการคุ้มครองอย่างไร
ห้า — ต้องมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร
หากพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบ รัฐต้องมีแนวทางที่ชัดเจนทั้งการหยุดการเก็บเกี่ยว การตรวจยืนยัน การชดเชยความเสียหาย การจัดหาแหล่งน้ำหรือดินทดแทน และการฟื้นฟูพื้นที่
“รัฐบาลต้องเลิกตรวจแบบตั้งรับ”
น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า ข้อมูลที่ปรากฏทำให้เห็นว่ารัฐไม่ควรทำงานในลักษณะ “พบปัญหาแล้วจึงตรวจ” แต่ต้องเปลี่ยนเป็นระบบเฝ้าระวังเชิงรุก
โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากการปนเปื้อน รัฐควรมีฐานข้อมูลต่อเนื่อง สามารถเปรียบเทียบผลตรวจย้อนหลัง และติดตามความเปลี่ยนแปลงของสารปนเปื้อนในแต่ละพื้นที่ได้
“ประชาชนไม่ควรต้องรอให้มีการตรวจพืชแล้วพบโลหะหนักก่อน จึงจะรู้ว่าพื้นที่ของตัวเองมีความเสี่ยง”
เปิดข้อมูลให้ประชาชน ไม่ใช่เก็บไว้ในระบบราชการ
น.ส.มณีรัฐ เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลผลตรวจทั้งหมดต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ ทั้งวันเวลาตรวจ พื้นที่เก็บตัวอย่าง ชนิดพืช ผลการตรวจ และมาตรฐานที่ใช้เปรียบเทียบ
“ถ้ารัฐมีข้อมูล ต้องเปิดข้อมูล เพราะคนที่อยู่กับแม่น้ำกกทุกวันคือประชาชน”
เธอกล่าวว่า ข้อมูลต้องถูกนำเสนอในรูปแบบที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ ไม่ใช่เพียงเอกสารทางราชการที่ประชาชนเข้าถึงได้ยาก
จากข้อมูลท้องถิ่น สู่หลักฐานระดับประเทศและ UN
น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า หากผลการตรวจสอบยังพบการปนเปื้อนต่อเนื่อง รัฐบาลควรเร่งจัดทำฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีมาตรฐานและตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อใช้ประกอบการประเมินผลกระทบในระยะยาว
โดยเฉพาะหากมีข้อสงสัยว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับ มลพิษข้ามพรมแดน จำเป็นต้องมีหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการเจรจาระหว่างประเทศ
“เราไม่ควรกล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน แต่เราก็ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาที่กระทบประชาชนถูกเก็บอยู่แค่ในระดับพื้นที่”
หากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มีความชัดเจนและพบว่ามีมิติด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ประเทศไทยควรนำข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงพิจารณานำเสนอข้อมูลต่อ องค์การสหประชาชาติ (UN) และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
“รัฐบาลต้องตอบประชาชน 4 คำถาม”
น.ส.มณีรัฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้ประชาชนต้องการคำตอบที่ชัดเจนอย่างน้อย 4 เรื่อง
น้ำปลอดภัยหรือไม่
ผลผลิตทางการเกษตรปลอดภัยหรือไม่
โลหะหนักมาจากไหน
และหากประชาชนได้รับผลกระทบ รัฐบาลจะรับผิดชอบและปกป้องอย่างไร
“การตรวจพบสารปนเปื้อนซ้ำ 6 รอบไม่ควรจบลงด้วยรายงานผลตรวจอีกฉบับหนึ่ง แต่ต้องนำไปสู่การค้นหาต้นเหตุและมาตรการปกป้องประชาชน”
“รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่น้ำกก และต้องทำให้โลกเห็นด้วยว่าเชียงรายกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร”
“ถ้ารัฐยังตอบไม่ได้ว่ามลพิษมาจากไหน ประชาชนก็มีสิทธิถามต่อว่า แล้วรัฐบาลกำลังปกป้องพวกเขาอยู่ตรงไหน”
“ข้อมูลต้องไม่หยุดอยู่ในระบบราชการ แต่ต้องกลายเป็นหลักฐานเพื่อคุ้มครองประชาชน และหากเป็นปัญหาที่เกินขอบเขตประเทศ เราต้องกล้านำข้อเท็จจริงไปสู่ประชาคมโลกและ UN”
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- ฟันธง! “พูดว่ายกที่ดินให้วัด” ต้องไม่จบแค่คำพูด — เร่งสะสางที่ดินวัดค้างนาน อย่าปล่อยศรัทธาแพ้ความโลภ 17 ส.ค. 2569
- "ณพลเดช" หนุนยกระดับ “ประวัติศาสตร์–หน้าที่พลเมือง” ชี้รู้รากเหง้า รู้หน้าที่ สร้างเด็กเก่งและดี ลดปัญหาสังคม 17 ส.ค. 2569
- “วราวุธ” ห่วงวิกฤตแม่น้ำกก สั่ง กพร. ยกระดับการกำกับดูแลเหมืองแร่ทั่วประเทศ จับมือ ทส.-กต. เร่งแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก หนุน ความร่วมมือ UNIDO แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน 17 ส.ค. 2569
- นักปกป้องสิทธิฯ และประชาชนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งมาตามนัดลุกฮือปักหลักศาลากลาง! ต้านมติผนวก EEC แฉ 'นอมินีทุนจีน' กว้านซื้อที่ดิน-ขยะพิษทะลัก 17 ส.ค. 2569
- “มณีรัฐ” อัดรัฐบาล ปมสารปนเปื้อนแม่น้ำกก จี้ตอบให้ได้ “สารมาจากไหน” หลังพบโลหะหนักในพืชซ้ำ 6 รอบ — เปิดข้อมูลประชาชน ก่อนยกระดับสู่ UN 17 ส.ค. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
“มท.3” สั่ง ปภ. ติดตามแผ่นดินไหวเกาะสุมาตรา หลังพื้นที่ภาคใต้รับรู้แรงสั่นไหว-แม้ไม่กระทบไทย แต่ย้ำให้เฝ้าระวังสถานการณ์ใกล้ชิด 21:37 น.- “อามินทร์”ซึ้งน้ำใจ 2 ทีมลูกหนัง “GOLOK FA CUP 2026” แบ่งเงินรางวัลรวม 200,000 บาท มอบให้ครอบครัว “ซอฟวัน อาแว” พร้อมแฟนบอลร่วมสมทบกว่า 20,000 บาท สะท้อนพลังน้ำใจ 20:06 น.
- “บีลา–นัจมุดดีน” นำ กมธ.ความมั่นคงฯ ลงพื้นที่ด่านสุไหงโก-ลก หนุนยกระดับการค้าไทย–มาเลเซีย 19:50 น.
- “โสภณ” ลงพื้นที่วันหยุด ทำบุญ 435 วัด มอบถุงยังชีพผู้ยากไร้ - พบ 360 ผู้นำนักเรียน ปลูกเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย 17:04 น.
- ‘วราวุธ-สรชัด’ ลงพื้นที่รร.บ้านดอนโพ สุพรรณบุรี ติดตามซ่อมแซมอาคารเรียนชำรุด สานต่อเจตนารมณ์ ‘บรรหาร ศิลปอาชา’ เพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียน 16:59 น.



