การเมือง
"ณพลเดช" หนุนยกระดับ “ประวัติศาสตร์–หน้าที่พลเมือง” ชี้รู้รากเหง้า รู้หน้าที่ สร้างเด็กเก่งและดี ลดปัญหาสังคม
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และอดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวทางของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ออกมาแถลงแนวทางปรับหลักสูตรการศึกษา โดยยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์–หน้าที่พลเมือง–ภาษาไทย” ควบคู่กับการพัฒนาวินัย ทักษะชีวิต จิตสาธารณะ และการสร้างเด็กไทยให้เป็นพลเมืองโลก เพราะการศึกษาที่แท้จริงไม่ควรสร้างเพียง “คนเก่ง” แต่ต้องสร้าง “คนเก่งและดี” ที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร รู้ประวัติศาสตร์ของประเทศ รู้สิทธิและหน้าที่ของตัวเอง และรู้ว่าควรรับผิดชอบอะไรต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
แนวทางที่ทั้งสองท่านแถลงถือว่ามาถูกทาง เพราะไม่ได้มองประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองเป็นเพียงวิชาที่เด็กต้องเรียนเพื่อสอบ แต่ต้องทำให้เกิดสมรรถนะและนำไปใช้ได้จริง โดย ศ.ดร.ยศชนัน เน้นว่าหลักสูตรฐานสมรรถนะควรผสมผสานเรื่องประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และภาษาไทย พร้อมสร้างความเข้าใจเรื่องการเป็น Global Citizen การมีจิตสาธารณะ และการรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง ขณะที่นายประเสริฐเน้นการฝึกวินัย ทักษะชีวิต จิตสาธารณะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เช่น ความรักชาติ ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย และความเป็นไทย ซึ่งทั้งหมดเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างคน
นายณพลเดชกล่าวว่า แนวคิดเรื่องประวัติศาสตร์ ศีลธรรม และหน้าที่พลเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ของสังคมไทย แต่มีรากฐานมายาวนานตั้งแต่การปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะบทบาทของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งทรงมีพระกรณียกิจสำคัญด้านการศึกษาและทรงวางแบบแผนการศึกษาพระปริยัติธรรม รวมถึงทรงพระนิพนธ์ “นวโกวาท” ซึ่งรวบรวมหลักธรรมและหลักปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์ไว้ ขณะเดียวกัน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรงมีบทบาทสำคัญต่อการวางรากฐานการศึกษาและการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย
ดังนั้น วิชาศีลธรรม ประวัติศาสตร์ และหน้าที่ของพลเมืองจึงไม่ใช่วิชาส่วนเกินของระบบการศึกษา แต่เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคนโดยตรง และมีพัฒนาการต่อเนื่องมาโดยตลอด สิ่งที่ควรทำในวันนี้ไม่ใช่การทิ้งรากฐานเดิม แต่ต้องนำมาพัฒนาให้เข้ากับโลกยุคใหม่ ทำให้เด็กไม่ได้เรียนด้วยการท่องจำเพียงอย่างเดียว แต่เข้าใจเหตุผล วิเคราะห์เป็น และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้
นายณพลเดชกล่าวว่า การเรียนประวัติศาสตร์ควรทำให้เด็กตอบได้ว่า “เราเป็นใคร มาจากไหน และอดีตให้อะไรกับเรา” เพราะคนที่รู้รากเหง้าของตัวเองจะเข้าใจสังคมและประเทศของตนเองมากขึ้น ขณะเดียวกันวิชาหน้าที่พลเมืองต้องทำให้เด็กเข้าใจว่า “ตัวเองมีหน้าที่อะไร” ตั้งแต่หน้าที่ต่อตนเอง พ่อแม่ ครู โรงเรียน เพื่อน ชุมชน ไปจนถึงหน้าที่ต่อประเทศและสังคมโลก เพราะเมื่อคนรู้หน้าที่ก็จะเกิดความรับผิดชอบ เมื่อมีความรับผิดชอบก็จะคิดก่อนทำ และเมื่อมีศีลธรรมกำกับการตัดสินใจก็จะนำไปสู่การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และทำในสิ่งที่ควรทำ
“ผมเห็นด้วยอย่างมากกับการยกระดับวิชาเหล่านี้ เพราะหน้าที่พลเมืองไม่ควรเป็นเพียงการจำว่ามีสิทธิอะไร หน้าที่อะไร แต่ต้องทำให้เด็กเกิดนิสัยของความรับผิดชอบจริง ๆ รู้ว่าการกระทำทุกอย่างมีผลตามมา และรู้ว่าการอยู่ร่วมกับคนอื่นต้องเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย”
นายณพลเดชกล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น จะเห็นความสำคัญของการปลูกฝังวินัย ความรับผิดชอบ และการรู้หน้าที่ตั้งแต่เด็กอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ประเทศไทยจึงควรนำหลักคิดเรื่องการรู้หน้าที่และรับผิดชอบต่อส่วนรวมมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย ไม่ใช่การลอกแบบประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการสร้างพลเมืองที่มีวินัยและรับผิดชอบต่อสังคมของตัวเอง
นายณพลเดชกล่าวอีกว่า ปัญหาที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบันคือเด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง ไม่ตั้งใจเรียน เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีบุตรก่อนวัยอันควร หรือบางรายเข้าไปสู่กระบวนการกระทำความผิดทางอาญา เมื่อเข้าสู่เรือนจำแล้ว หากไม่ได้รับการฟื้นฟูที่เหมาะสมก็อาจกลับมากระทำผิดซ้ำได้ เรื่องนี้จึงต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้เด็กทำผิดแล้วจึงไปแก้ที่ปลายเหตุ
“เราไม่ควรรอให้เด็กเข้าไปอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้วจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องถามตั้งแต่ก่อนหน้านั้นว่า ครอบครัว โรงเรียน และระบบการศึกษาได้สร้างภูมิคุ้มกันให้เขามากพอหรือยัง เราได้สอนให้เขารู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบ ศีลธรรม วินัย และผลของการกระทำหรือไม่”
นายณพลเดชย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่าผู้กระทำผิดหรือผู้ต้องขังทั้งหมดเกิดจากการขาดวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพราะปัญหาอาชญากรรมมีหลายปัจจัย ทั้งครอบครัว เศรษฐกิจ ยาเสพติด สภาพแวดล้อม และปัจจัยทางสังคม แต่การปลูกฝังความรับผิดชอบ วินัย ศีลธรรม และทักษะชีวิตตั้งแต่เด็กย่อมเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญประการหนึ่ง โดยเฉพาะในยุคที่เด็กต้องเผชิญข้อมูลจำนวนมหาศาลจากโลกออนไลน์และแรงกดดันทางสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น
นายณพลเดชกล่าวว่า การปฏิรูปหลักสูตรครั้งนี้จึงควรเดินหน้าให้เกิดผลในห้องเรียนจริง ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนชื่อวิชา หรือเพิ่มเนื้อหาในตำรา แต่ต้องทำให้เด็กได้คิด ได้วิเคราะห์ ได้ลงมือปฏิบัติ ได้ทำงานร่วมกับคนอื่น ได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม และได้เรียนรู้จากสถานที่จริง โดยเฉพาะแหล่งประวัติศาสตร์และชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการที่ให้ความสำคัญทั้งเทคโนโลยีและการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้และวิถีชีวิตจริง
“สุดท้ายแล้วการศึกษาต้องตอบให้ได้ว่า เราต้องการสร้างคนแบบไหน ถ้าเราต้องการเพียงคนสอบเก่ง เราก็อาจได้คนที่ทำข้อสอบเก่ง แต่ถ้าเราต้องการสร้างคนที่เป็นกำลังของประเทศ เราต้องสร้างทั้งความรู้ ความสามารถ คุณธรรม วินัย และความรับผิดชอบ เพราะคนที่เก่งแต่ไม่รู้หน้าที่อาจสร้างปัญหาได้ แต่คนที่ทั้งเก่งและดี รู้ประวัติศาสตร์ รู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบ มีศีลธรรม และมีจิตสาธารณะ จะสามารถนำความรู้ไปใช้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้”
นายณพลเดชกล่าวทิ้งท้ายว่า การยกระดับ “ประวัติศาสตร์–หน้าที่พลเมือง–ภาษาไทย” จึงควรได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง และควรพัฒนาไปพร้อมกับศีลธรรม วินัย ทักษะชีวิต และจิตสาธารณะ เพราะการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก หากเด็ก รู้ประวัติศาสตร์ ก็จะรู้รากเหง้า รู้หน้าที่ก็จะเกิดความรับผิดชอบ เมื่อมีความรับผิดชอบก็จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง และเมื่อรู้จักปฏิบัติถูกต้องก็จะนำไปสู่การเป็นคนดี ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้ประเทศไทยไม่ได้มีเพียงคนที่มีความรู้และความสามารถ แต่มีพลเมืองที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และพร้อมรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติอย่างแท้จริง
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- ฟันธง! “พูดว่ายกที่ดินให้วัด” ต้องไม่จบแค่คำพูด — เร่งสะสางที่ดินวัดค้างนาน อย่าปล่อยศรัทธาแพ้ความโลภ 17 ส.ค. 2569
- "ณพลเดช" หนุนยกระดับ “ประวัติศาสตร์–หน้าที่พลเมือง” ชี้รู้รากเหง้า รู้หน้าที่ สร้างเด็กเก่งและดี ลดปัญหาสังคม 17 ส.ค. 2569
- “วราวุธ” ห่วงวิกฤตแม่น้ำกก สั่ง กพร. ยกระดับการกำกับดูแลเหมืองแร่ทั่วประเทศ จับมือ ทส.-กต. เร่งแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก หนุน ความร่วมมือ UNIDO แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน 17 ส.ค. 2569
- นักปกป้องสิทธิฯ และประชาชนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งมาตามนัดลุกฮือปักหลักศาลากลาง! ต้านมติผนวก EEC แฉ 'นอมินีทุนจีน' กว้านซื้อที่ดิน-ขยะพิษทะลัก 17 ส.ค. 2569
- “มณีรัฐ” อัดรัฐบาล ปมสารปนเปื้อนแม่น้ำกก จี้ตอบให้ได้ “สารมาจากไหน” หลังพบโลหะหนักในพืชซ้ำ 6 รอบ — เปิดข้อมูลประชาชน ก่อนยกระดับสู่ UN 17 ส.ค. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
“มท.3” สั่ง ปภ. ติดตามแผ่นดินไหวเกาะสุมาตรา หลังพื้นที่ภาคใต้รับรู้แรงสั่นไหว-แม้ไม่กระทบไทย แต่ย้ำให้เฝ้าระวังสถานการณ์ใกล้ชิด 21:37 น.- “อามินทร์”ซึ้งน้ำใจ 2 ทีมลูกหนัง “GOLOK FA CUP 2026” แบ่งเงินรางวัลรวม 200,000 บาท มอบให้ครอบครัว “ซอฟวัน อาแว” พร้อมแฟนบอลร่วมสมทบกว่า 20,000 บาท สะท้อนพลังน้ำใจ 20:06 น.
- “บีลา–นัจมุดดีน” นำ กมธ.ความมั่นคงฯ ลงพื้นที่ด่านสุไหงโก-ลก หนุนยกระดับการค้าไทย–มาเลเซีย 19:50 น.
- “โสภณ” ลงพื้นที่วันหยุด ทำบุญ 435 วัด มอบถุงยังชีพผู้ยากไร้ - พบ 360 ผู้นำนักเรียน ปลูกเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตย 17:04 น.
- ‘วราวุธ-สรชัด’ ลงพื้นที่รร.บ้านดอนโพ สุพรรณบุรี ติดตามซ่อมแซมอาคารเรียนชำรุด สานต่อเจตนารมณ์ ‘บรรหาร ศิลปอาชา’ เพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียน 16:59 น.



