วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 02:50 น.

การเมือง

"กรณ์" จี้ คลังปฏิรูป 3 กรมภาษี เสนอควบรวมลดภาระรัฐ  แฉรายได้รัฐ 99% โดนรีดจากคนทำงาน

วันจันทร์ ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2569, 20.35 น.

เมื่อวันที่  7 กันยายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์  อภิปรายตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณและการบริหารงานของกระทรวงการคลัง โดยชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวและงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีของหน่วยงานภายใต้สังกัด
 
นายกรณ์ กล่าวถึง โครงสร้างงบประมาณของ 3 กรมจัดเก็บภาษีหลักมีความไม่สอดคล้องกับรายได้จริง โดยกรมสรรพากรได้รับงบประมาณราว 10,000 ล้านบาท แต่สามารถจัดเก็บรายได้สูงถึง 2.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 80% ของรายได้รัฐบาล ขณะที่กรมศุลกากรได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงถึง 4,000 ล้านบาท แต่กลับจัดเก็บรายได้ได้เพียง 120,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4% ของรายได้รวมเท่านั้น
 
นายกรณ์ เสนอว่า กระทรวงการคลังต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานจัดเก็บภาษี โดยการแชร์ข้อมูล (Data) ร่วมกัน และพิจารณาควบรวมหน่วยงานจัดเก็บภาษี เช่น ควบรวมกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเข้าด้วยกัน เหมือนที่หลายประเทศดำเนินการ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้

“เพราะฉะนั้นมาถึงวันนี้เนี่ย ผมคิดว่า หนึ่งในเรื่องที่กระทรวงการคลังควรต้องพิจารณา ในการที่จะบริหารค่าใช้จ่ายของทางกระทรวง และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะในยุคที่ควรที่จะต้องมีการใช้ Data ร่วมกันระหว่างกรมการจัดเก็บ  ก็คือพิจารณาทำเหมือนกับที่ต่างประเทศโดยส่วนใหญ่เขาทำกันไปแล้ว ก็คือ การปฏิรูปโครงสร้างด้วยการพิจารณาความเหมาะสมการควบรวมหน่วยจัดเก็บ” นายกรณ์ กล่าว
 
 นอกจากนี้ นายกรณ์ ยังแสดงความกังวลต่อโครงสร้างรายได้ของรัฐบาล โดยระบุว่า ปัจจุบันรายได้ภาษีของรัฐบาลคิดเป็นเพียง 14% ของ GDP และ 99% ของภาษีมาจากฐานคนทำงาน มนุษย์เงินเดือน มีเพียง 1% เท่านั้นที่เก็บได้จากความมั่งคั่ง “ รายได้ 99% ของกระทรวงการคลังนั้น มาจากการเก็บภาษีจากการทำงาน ไม่ใช่การจัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่ง ซึ่งจะเก็บได้เพียงประมาณแค่ 1% เท่ากัน” นายกรณ์ กล่าวย้ำ 
 
ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนอัตราจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งแม้อัตราตามกฎหมายจะอยู่ที่ 20% แต่อัตราที่จัดเก็บได้จริง (Effective Rate) อยู่ที่เพียง 4-5% เท่านั้น เนื่องจากมีการให้สิทธิประโยชน์และข้อยกเว้นทางภาษีแก่นักลงทุนต่างชาติมากเกินไป จึงเสนอให้กระทรวงการคลังทบทวนความคุ้มค่าของการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเหล่านี้ เพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
 
 สำหรับแผนการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในระยะกลาง นายกรณ์ ย้ำว่า รัฐบาลต้องเตรียมมาตรการเยียวยาและปกป้องผู้ยากไร้ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น
 
ขณะเดียวกัน ได้ยกบทเรียนความล้มเหลวจากการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ของกรมสรรพสามิตในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตั้งเป้าทำให้บุหรี่ต่างประเทศแพงขึ้น แต่ผลลัพธ์กลับทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีสะสมย้อนหลัง 10 ปี ร่วม 100,000 ล้านบาท อีกทั้งยังทำให้บุหรี่เถื่อนทะลักเข้าประเทศ โดยที่จำนวนผู้สูบบุหรี่ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย จึงขอให้กระทรวงการคลังนำเรื่องนี้ไปเป็นบทเรียนในการกำหนดนโยบายภาษีต่อไป
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง