วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 21:09 น.

การเมือง

“รัดเกล้า” วอน ทส. เลิก “เกียร์ว่าง” แก้ปัญหาสารพิษข้ามแดน ชี้งบ 83.9 ล้านเน้นตรวจ แต่ไม่หยุดที่ต้นเหตุ จี้หั่นงบ 5% รื้อระบบ ดัน “การทูตวิทยาศาสตร์”

วันอังคาร ที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2569, 20.39 น.

“รัดเกล้า” วอน ทส. เลิก “เกียร์ว่าง” แก้ปัญหาสารพิษข้ามแดน ชี้งบ 83.9 ล้านเน้นตรวจ แต่ไม่หยุดที่ต้นเหตุ จี้หั่นงบ 5% รื้อระบบ ดัน “การทูตวิทยาศาสตร์”  ย้ำ “อย่าตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำกก” เปลี่ยนจากตามล้างตามเช็ด สู่การป้องกันมลพิษตั้งแต่ต้นทาง 

เมื่อวันที่  8 กันยายน 256  ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในการรับมือวิกฤตสารพิษปนเปื้อนข้ามแดนจากกิจการเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำทางภาคเหนือของไทย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มาเป็นการ ป้องกันและควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นทาง

นางรัดเกล้ากล่าวว่า วิกฤตการปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแม่น้ำกกอีกต่อไป แต่มีการตรวจพบและขยายวงลงสู่ แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะแม่น้ำโขงมีมวลน้ำและความลึกมากกว่าแม่น้ำกก ดังนั้น การตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำโขงจึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งหาต้นทางของมลพิษและจัดการอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณของกระทรวง ทส. กลับพบว่า ยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณที่สะท้อนยุทธศาสตร์เชิงรุกในการ หยุดปัญหาที่ต้นทาง อย่างเพียงพอ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม วงเงิน 83.9276 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยงบลงทุนสำหรับสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติหลายพื้นที่ รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และงบสำหรับการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย

นางรัดเกล้ากล่าวว่า ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นสิ่งจำเป็น แต่การตรวจอย่างเดียวไม่สามารถหยุดสารพิษจากต้นทางได้

“เรามีงบ 83.9 ล้านบาทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวัดคุณภาพน้ำ แต่คำถามคือ เมื่อเราตรวจพบแล้ว เราจะทำอย่างไรกับต้นเหตุ ถ้าต้นเหตุยังปล่อยสารพิษลงมา เราก็ต้องใช้งบประมาณตรวจ ซับ บำบัด และฟื้นฟูซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกปี”

นางรัดเกล้าระบุว่า การจัดสรรงบในลักษณะดังกล่าวจึงเสี่ยงที่จะกลายเป็นการแก้ปัญหาแบบ “เบี้ยหัวแตก” และเป็นวงจร End-of-Pipe Treatment หรือการแก้ไขเมื่อมลพิษเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่งบประมาณจำนวนมากของภาครัฐกลับถูกนำไปใช้เพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว

ตัวอย่างเช่น การประปาส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีการตั้งงบประมาณประมาณ 2,200 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาโดยการย้ายแหล่งน้ำดิบ ขณะที่มีการใช้งบกลางประมาณ 188 ล้านบาท เพื่อการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบ

“งบเหล่านี้อาจมีความจำเป็นสำหรับการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ต้องถามต่อว่า เราจะต้องใช้งบประมาณเพื่อแก้ผลกระทบแบบนี้ไปอีกกี่ปี หากยังไม่สามารถหยุดมลพิษที่ต้นทางได้” นางรัดเกล้ากล่าว

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะ เกษตรกรและประชาชนที่ไม่ได้ใช้น้ำประปา แต่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเป็นระบบ ขณะที่การจัดสรรงบพัฒนาลุ่มน้ำกกจากหน่วยงานอื่นยังพบว่าเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว เขื่อนป้องกันตลิ่ง หรือสะพานข้ามแม่น้ำ มากกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ

“เราจะติดอยู่ในกับดักของการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปอีกนานเท่าไหร่คะ งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อมาตามล้างตามเช็ด แต่ถ้าเราปรับยุทธศาสตร์มาเน้นการป้องกันที่ต้นทาง หรือ Upstream Source Reduction เราจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่ากว่า และแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนกว่า”

เสนอ 3 ทางออก เปลี่ยนจาก “ตรวจหลังเกิดเหตุ” เป็น “ป้องกันก่อนเกิดปัญหา”

นางรัดเกล้าเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามแดน 3 ประการ ได้แก่

1. ใช้ “การทูตวิทยาศาสตร์” (Science Diplomacy) แก้ปัญหามลพิษข้ามแดน

รัฐบาลควรนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการเจรจาระหว่างประเทศ โดยจัดให้มีระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Real-time และใช้แบบจำลองการแพร่กระจายของสารพิษ เพื่อระบุแหล่งที่มา เส้นทางการแพร่กระจาย และผลกระทบของมลพิษ ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เป็นหลักฐานในการเจรจาและจัดทำกรอบความร่วมมือกับประเทศต้นน้ำ เพื่อผลักดันให้มีมาตรฐานการควบคุมการปล่อยสารเคมีที่เข้มงวดขึ้น

2. นำมาตรฐาน BAT และ BEP ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ

ภาคอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ควรถูกกำกับด้วยแนวคิด Best Available Techniques (BAT) หรือการใช้เทคนิคและเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในการลดการเกิดน้ำเสียและกากของเสีย รวมถึง Best Environmental Practices (BEP) หรือแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด ตั้งแต่ระบบบ่อกักเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วซึม ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เหมือง เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

3. บูรณาการข้ามกระทรวง ส่งผู้เชี่ยวชาญกำกับต้นทาง

กระทรวง ทส. ต้องทำงานร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม อย่างจริงจัง โดยส่งนักวิชาการ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ เพื่อให้คำปรึกษา กำกับมาตรฐาน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการสารพิษแก่ผู้ประกอบการ ตั้งแต่กระบวนการสกัด การจัดเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วไหล ไปจนถึงการจัดการน้ำเสีย

จี้หั่นงบ ทส. 5% รื้อระบบใหม่

นางรัดเกล้ายังเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร ปรับลดงบประมาณในภาพรวมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลง 5% เพื่อนำงบประมาณกลับมา “รีสตรัคเจอร์” ใหม่ โดยไม่ได้หมายถึงการตัดความสำคัญของภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องการให้มีการจัดสรรงบประมาณใหม่จากการ “ตามแก้” ไปสู่ “การป้องกัน” และจากการกระจายงบเป็นโครงการย่อย ไปสู่ยุทธศาสตร์ที่สามารถจัดการต้นเหตุของมลพิษได้จริง

“กระทรวง ทส. ต้องรับบทบาทเป็นเจ้าภาพในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้คนไทย ไม่ใช่รอให้แม่น้ำปนเปื้อนแล้วค่อยเข้ามาตรวจ เข้ามาฟื้นฟู หรือเข้ามาเยียวยา”

นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยไม่ควรเดินหน้าสร้างระบบตรวจสอบที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ต้นเหตุของมลพิษยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะหากสามารถควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นทางได้จริง ก็จะช่วยลดทั้งความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว

“อย่าตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำกกอีกต่อไปค่ะ งบประมาณของประชาชนต้องไม่ถูกใช้เพื่อวิ่งตามปัญหา แต่ต้องใช้เพื่อหยุดปัญหาที่ต้นเหตุ”
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง