วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569 20:35 น.

การเมือง

“บุญญาภา” จี้ปรับกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวให้ทันยุค ชู 6 ประเด็นสำคัญ ดัน Risk Assessment–คุ้มครองก่อนเกิดเหตุ–บำบัดผู้กระทำ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569, 19.41 น.

เมื่อวันที่ 17  กันยายน 2569 แพทย์หญิง บุญญาภา นาชัยเวียง ปุณณนิษฐา สส.กาฬสินธุ์ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว โดยระบุว่า กฎหมายเดิมคือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ใช้มาร่วม 19 ปี ขณะที่โครงสร้างครอบครัว สภาพเศรษฐกิจ รูปแบบความสัมพันธ์ และความเข้าใจเรื่องความรุนแรงทางจิตใจเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับร่างภาคประชาชน มีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมเสนอ 23,989 คน สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในฐานะปัญหาสังคมที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

แพทย์หญิงบุญญาภา กล่าวถึงข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่า พบผู้ตอบว่าในรอบ 1 ปี ครอบครัวของตนมีการกระทำความรุนแรงทางร่างกาย จิตใจ หรือทางเพศประมาณ 2,973 คน หรือ 9.05% โดยพบความรุนแรงทางจิตใจประมาณ 2,533 คน หรือ 85.20% และความรุนแรงทางเพศ 643 คน หรือ 21.63% สะท้อนให้เห็นถึงสัดส่วนของความรุนแรงทางจิตใจที่อยู่ในระดับสูง

ในฐานะจิตแพทย์ เห็นว่าการกำหนดนิยามความรุนแรงในครอบครัวไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะรอยช้ำ บาดแผล หรือใบรับรองแพทย์ แต่ควรครอบคลุมการข่มขู่ การควบคุม การทำให้อับอาย การกดดันทางจิตใจ และการควบคุมทางเศรษฐกิจ เช่น การยึดเงินเดือน การห้ามทำงาน หรือการตัดการเข้าถึงเงิน ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ถูกกระทำไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้ ทั้งนี้ ตัวบทกฎหมายควรมีความชัดเจนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจอย่างมีมาตรฐาน

ประเด็นสำคัญที่เสนอให้กรรมาธิการพิจารณา มี 6 เรื่อง ได้แก่
1. นิยามความรุนแรงในครอบครัว ให้ครอบคลุมการกระทำที่ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยหรือความกลัว รวมถึงการบั่นทอนทางเศรษฐกิจหรือการประกอบอาชีพ โดยต้องกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน

2. ระยะเวลาในการคุ้มครอง ร่างรัฐบาลกำหนดว่า เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ต้องเสนอศาลภายใน 48 ชั่วโมง ขณะที่ร่างภาคประชาชนกำหนดการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวที่มีผลทันทีในกรอบไม่เกิน 7 วัน จึงควรพิจารณากลไกการคุ้มครองตั้งแต่ชั่วโมงแรก ทั้งสถานที่ปลอดภัย การประเมินความเสี่ยง การดูแล การส่งต่อโรงพยาบาล และผู้รับผิดชอบกรณีเกิดความรุนแรงซ้ำ พร้อมเสนอให้มี risk assessment เป็นมาตรฐานเดียวกันตั้งแต่จุดรับเหตุ

3. บทลงโทษ ร่างรัฐบาลกำหนดความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิ่มน้ำหนักการลงโทษกรณีกระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี หรือกระทำต่อเด็กต่ำกว่า 18 ปี รวมถึงวางหลักให้ความผิดฐานรุนแรงในครอบครัวไม่สามารถยอมความได้ ควบคู่กับการประเมิน การบำบัด และการติดตามควบคุม โดยเฉพาะกรณีเกี่ยวกับสุขภาพจิต สารเสพติด การควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม หรือความรุนแรงที่เกิดซ้ำ

4. เรื่องของ battered person syndrome ควรกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ที่ถูกทำร้ายเป็นเวลานานอาจมีสภาพจิตใจและการตอบสนองต่อภัยคุกคามแตกต่างจากคนทั่วไป หากศาลนำภาวะดังกล่าวมาประกอบการลดโทษ ควรมีผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมและมาตรฐานทางวิชาชีพ เพื่อป้องกันการนำไปใช้เป็นข้ออ้างทางคดี

5. การป้องกันก่อนเกิดเหตุ ร่างรัฐบาลมีมาตรการคุ้มครองเพื่อระงับความเสี่ยงและสร้างความปลอดภัยแก่ผู้ที่อาจถูกกระทำ ถือเป็นแนวทางเชิงป้องกันที่ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดบาดแผลก่อนจึงเข้าช่วยเหลือ

6. ระบบข้อมูลร่วมกัน ควรมีระบบข้อมูลและติดตามผลร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อไม่ให้ผู้ถูกกระทำต้องเล่าเหตุการณ์ซ้ำหลายครั้ง พร้อมกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล การรักษาความลับ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างรัดกุม เนื่องจากเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน

ช่วงท้ายของการอภิปราย แพทย์หญิงบุญญาภาเน้นถึงความสำคัญของผู้ถูกกระทำเป็นรายบุคคล โดยระบุว่าเบื้องหลังสถิติคือประชาชน 1 คน เด็ก 1 คน ผู้หญิงหรือผู้ชาย 1 คน ซึ่งต้องได้รับการคุ้มครองและสามารถออกจากวงจรความรุนแรงได้ พร้อมย้ำถึงหลักการที่ว่าบ้านควรเป็นสถานที่ปลอดภัย และเมื่อบ้านไม่ปลอดภัย กลไกทางกฎหมายต้องสามารถเข้าไปคุ้มครองประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
 
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง