วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 11:58 น.

ภูมิภาค

ตามรอยไดโนเสาร์ บุกพิสูจน์พญานาคกลายเป็นหิน !!

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 17.20 น.

ตามรอยไดโนเสาร์ บุกพิสูจน์พญานาคกลายเป็นหิน !!

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พาสื่อมวลชนสัญจรลงพื้นที่ ณ จังหวัดนครพนมและจังหวัดบึงกาฬ ศึกษาแหล่งอนุรักษ์ทางธรณีวิทยา และซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนแหล่งแรกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 เส้นทาง “ตามรอยตีนไดโนเสาร์ที่นครพนม ชมหินเกล็ดพญานาคถ้ำนาคา ล่องนาวาน้ำตก ถ้ำพระที่ภูวัว แหวกดูหินสามวาฬชมปรากฏการณ์ทะเลทราย”

นายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญด้านหนึ่งของ กรมทรัพยากรธรณี คือ การสงวน อนุรักษ์ ฟื้นฟูและการบริหารจัดการด้านธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ เพื่อเป็นการพัฒนาทรัพยากรธรณี คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความตระหนักและความเข้าใจงานด้านธรณีวิทยาของไทย เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืนแก่ประชาชน

เริ่มจากภารกิจตามรอยตีนไดโนเสาร์ที่นครพนม แหล่งเรียนรู้รอยตีนไดโนเสาร์ท่าอุเทน ตำบลพนอม อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เป็นอาคารพร้อมทางเดินสำรวจโดยรอบลานหินไดโนเสาร์ ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก กรมทรัพยากรธรณี ตั้งแต่ปี 2554 ประกาศให้เป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา

มีการขุดค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์มากมายกว่า 1,000 รอย โดยรอยตีน ที่พบที่นี่ ได้แก่ รอยตีนของไดโนเสาร์ซอโรพอด ไดโนเสาร์กินพืช มีคอยาว เดิน 4 ขา, รอยตีนของไดโนเสาร์ อิกัวโนดอน เดินได้ทั้ง 2 ขา และ 4 ขา นิ้วหัวแม่มือมีลักษณะเป็นเดือยแหลมใช้สำหรับป้องกันตัว, รอยตีนของไดโนเสาร์ออร์นิโธมิโมซอร์ หรือไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ วิ่งเร็ว มักอยู่ด้วยกันเป็นฝูง รอยตีนที่พบเป็น 3 นิ้วชัดเจน คล้ายรอยตีนไก่ ปลายนิ้วมีรอยเล็บแหลมคมและรอยตีนจระเข้จะมีขนาดรอยตีนเล็กกว่าไดโนเสาร์ โดยเชื่อว่ามีอายุนานกว่า 100 ล้านปี ในยุคของครีเทเชียส คาดว่าจะเป็นแอ่งทะเลสาบน้ำจืดในยุคดึกดำบรรพ์ ที่มีความอุดมสมบูรณ์

ส่วนสถานที่ที่ถือว่าเป็นu nseen กำลังได้รับความสนใจจากบรรดานักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ จนกลายเป็นข่าวดังสร้างความตื่นตาตื่นใจกับผู้ที่ได้เห็นภาพ-ข่าว จนอยากจะไปดูให้เห็นกับตาตัวเองก็คือ หินที่มีรูปร่างเหมือนซากของพญานาคขนาดยักษ์นอนขดตัวซ้อนกันอยู่ ตามตำนานเล่าขานของชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นพญานาคที่ถูกสาบให้กลายเป็นหิน นอนขดอยู่ในถ้ำเล็กๆ กลางป่าลึก

ถ้ำนาคาแห่งนี้เป็นถ้ำที่ถูกค้นพบใหม่ล่าสุด อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ จากพื้นผิวของหินแล้วเหมือนกับเกล็ดงูขนาดใหญ่หรือพญานาคนอนขดตัวอยู่ ในทางธรณีวิทยาเรียกปรากฏการณ์ที่ทำให้หินเกิดสภาพเช่นนี้ว่า“ซันแครก”(Suncrack) หรือหมอนหินซ้อน ซึ่งเกิดจากการแตกผิวหน้าของหิน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างกลางวันและกลางคืนอย่างรวดเร็ว(ร้อนจัด-เย็นจัด) ทำให้หินเกิดการขยายตัวและหดตัวสลับไปมา จนแตกเป็นรูปหลายเหลี่ยม เหมือนเกล็ดงูดังที่เห็นในรูปต่อมามีการผุพังและกัดเซาะ โดยน้ำและอากาศในแนวดิ่ง ทำให้เกิดซันแครก และเห็นเป็นลักษณะเหมือนหมอนที่วางซ้อนกันเป็นชั้น ขนานไปกับแนวชั้นหิน

ใครที่เคารพศรัทธาบูชาพญานาคไม่ควรพลาด เพราะมีครบทั้งตัวและหัว ขนาดใหญ่มหึมาเหมือนดั่งมีชีวิตแต่เนื่องจากทางขึ้นเป็นบันไดเหล็ก ที่มีความสูงชันตลอดเส้นทาง ต้องระวังลื่นและควรจะมีสุขภาพแข็งแรง ใครมีโรคประจำตัวไม่แนะนำให้ขึ้นไปเพราะอันตรายมาก ไต่บันไดไปประมาณ 1 กิโลเมตร กว่าจะถึง

นายพันธ์ยศ กิรติพงศักดา หัวหน้าแห่งชาติภูลังกา เปิดเผยว่า ถ้ำนาคาหรือถ้ำพญานาค ได้รับความสนใจจากประชาชนจากทั่วสารทิศ อยากจะมาเที่ยวชมให้เห็นกับตาในแต่ละวัน แต่ยังอนุญาติให้ขึ้นไปได้  ทางอุทยานฯจะเปิดให้เข้าชมได้ตุ้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคมนี้เป็นต้นไป โดยมีมาตรการป้องกันโรคโควิค 19 อย่างเข็มงวด ทุกคนต้องใส่หน้ากากอนามัยและเข้าไปชมได้ครั้งละ 50 คน จนกว่าจะหมดเวลา และห้ามนำแป้งไปถูหาเลขเด็ดขาด  

อีกแห่งที่ unseen ไม่แพ้กันก็คือ น้ำตกถ้ำพระที่ภูวัว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว บ้านถ้ำพระ ตำบลโสกก่าม อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ 3 ชั้น ที่ไหลอยู่บนภูเขาหินทรายขนาดใหญ่ เป็นน้ำตกกลางป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์  บอกได้เลยว่า ใครก็ตามที่มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัส จะรู้สึกได้เลยว่า เหมือนกำลังย้อนไปในยุคไดโนเสาร์เมื่อราว 75 ล้านปี หรือยุค”ครีเทเซียส”ตอนปลายจะว่าไปก็คล้ายกับยุคจูราสิก เหมือนเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าจะมีดินแดนลึกลับแบบนี้อยู่ในประเทศไทย !!

สถานที่น่าสนใจอีกแห่ง ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเช่นกัน คือหินสามวาฬ (Tree Rock Whale) เป็นหินทรายที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่ของป่าสงวนแห่งชาติป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์และป่าดงสีชมพู มีพื้นที่ประมาณ 12,000 ไร่ มีลักษณะเป็นหินขนาดใหญ่ติดหน้าผาสูง แยกเป็น 3 ก้อน มองไกลหรือมองจากภาพถ่ายทางอากาศมีรูปร่างคล้ายปลาวาฬ พ่อ แม่ ลูก กำลังว่ายน้ำกันอย่างสนุกสนาน จึงเรียกกันว่า “หินสามวาฬ” เป็นจุดชมวิวที่สวยงามโดดเด่น อยู่ด้านตะวันออกภูสิงห์เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า สามารถยืนชมทัศนียภาพของป่าภูวัว ห้วยบังบาตร แก่งสะดอก หาดทรายแม่น้ำโขงและภูเขาเมืองปากกระดิ่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้อย่างชัดเจน

ท่านที่สนใจเรื่องราวของไดโนเสาร์ และแหล่งธรณีวิทยา ซากดึกดำบรรพ์ สามารถเข้าไปดูกันได้ที่ www.dmr.go.thโทรศัพท์ 0 2621 9500 กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

หน้าแรก » ภูมิภาค