วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 03:51 น.

ภูมิภาค

“สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม” สมาชิกไฮปาร์คลดดอกเบี้ย ตามนโยบาย รมว.ศธ.ซัดผู้จัดการนั่งจนรากงอก 30 ปี

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 18.20 น.

วันที่ 14 มิถุนายน 2567 ที่อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าพระปิยะมหาราช หน้าหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ ถนนอภิบาลบัญชา เขตเทศบาลเมืองนครพนม ได้มีกลุ่มพัฒนาสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม นำโดย นายเศรษฐการ จันดาประดิษฐ์ ข้าราชการครูบำนาญ พร้อมสมาชิกกลุ่มประมาณ 50 คน นัดรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ผู้จัดการและคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม ลดดอกเบี้ยเงินกู้สหกรณ์ฯ จากเดิมร้อยละ 6.60 บาทต่อปี ให้เหลือร้อยละ 4.75 บาทต่อปี ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ แก้ไขปัญหาหนี้สิน เพื่อลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น โดยให้สหกรณ์ฯทั่วประเทศ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สามัญ ไม่เกินร้อยละ 4.75 บาทต่อปี โดยมีสหกรณ์ครูฯ จำนวน 40 แห่ง จากทั้งหมด 108 แห่ง ขานรับนโยบายได้ปรับลดดอกเบี้ยลงตามนโยบายดังกล่าว

 


ในขณะที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม ยังไม่มีท่าทีจะปรับลดดอกเบี้ย กลุ่มพัฒนาสหกรณ์ฯ ในฐานะเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม จึงนัดรวมตัวกัน เพื่อทวงถามความคืบหน้า หลังเคยยื่นหนังสือร้องเรียนไปหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่อย่างใด
          
 นายเศรษฐการ จันดาประดิษฐ์ แกนนำคนสำคัญเปิดเผยว่า การนัดรวมตัวกันอีกครั้งในคราวนี้ ก็คงจะเหมือนครั้งที่ผ่านมา คือขอให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งในหลายจังหวัดเขาลดลงได้ตามนโยบายกระทรวงแล้ว แต่ที่นครพนมทำไมนิ่งเฉยล่าช้า ซึ่งทางกลุ่มฯใช่จะหักด้ามพร้าด้วยเข่า การลดดอกเบี้ยอาจจะลดเป็นสเต๊ปๆ ก็ได้ ขอเพียงส่งตัวกลางของคณะกรรมการบอร์ดมาหารือกัน

 


 “ประมาณ 2 เดือนที่แล้ว ได้หารือกับตัวแทนบอร์ดกรรมการที่ศาลากลางจังหวัด ก็มานั่งรับฟังเฉยๆไม่ขยับเขยื้อนอะไร ดูเสมือนหนึ่งเขาถือไพ่เหนือเรา โดยไม่ยอมเห็นแก่สมาชิกสหกรณ์ฯ รวมถึงนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อขจัดปัญหาความเดือดร้อนของครู ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นเขาคงเข้าใจว่าเป็นเจ้าของกิจการแต่เพียงผู้เดียว ความจริงแล้วสมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ที่ผ่านๆมาเขาทำตัวเป็นเจ้าของ หวังค้ากำไรเกินควร ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อประโยชน์แก่มวลสมาชิกครับ” นายเศรษฐการ จันดาประดิษฐ์ กล่าว

 


           
ทางด้าน นายประจัน ไสยสิทธิ์ อายุ 61 ปี ข้าราชการครูบำนาญ อดีต ผอ.รร.บ้านรามราช อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม แกนนำอีกคนหนึ่ง เปิดเผยว่าวันนี้มาในนามสมาชิกสหกรณ์ฯ ที่มีความเดือดร้อนเรื่องดอกเบี้ยที่กรรมการสหกรณ์ฯ ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.60 บาทต่อปี เราก็ต้องการให้เขาลดลงมาให้เหลือ 4.75 บาทต่อปี ทางเราผลักดันมาหลายรอบแล้ว ไปหาศูนย์ดำรงธรรมฯ  รวมทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครพนมทั้ง 3 เขตไปมาหมดแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมลด เราจึงจำเป็นต้องมา และมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า คณะกรรมการสหกรณ์ฯบางท่าน อยู่มาเป็น 20-30 ปี ก็อยู่หมุนเวียนกันภายในกลุ่มของตนเอง ในขณะเดียวกันคณะกรรมการกลุ่มนี้ ก็มาจ้างผู้จัดการสหกรณ์ฯคนเดิมเป็นมา 20 ปี ปัจจุบันผู้จัดการคนนี้อายุ 70 กว่าปีแล้ว ซึ่งตามหลักการสหกรณ์ฯเขาให้ไม่เกิน 60 ปี ส่วนเงินเดือนหรือค่าตอบแทนของผู้จัดการเดือนละ 2 แสนกว่าบาท สูงกว่าเงินเดือนนายกรัฐมนตรี

 

จากนั้นกลุ่มพัฒนาสหกรณ์ฯ ได้ถวายสักการะพระบรมรูปทรงม้าฯ ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปยังสำนักงานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม ที่ตั้งอยู่ 5 แยกสถานีตำรวจน้ำ พร้อมเปิดไฮปาร์คมีแกนนำผลัดเปลี่ยนกันตำหนิการทำงานของคณะกรรมการ ที่ล้มเหลวในการบริหารจัดการ โดยมีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ สภ.เมืองนครพนม คอยสังเกตการณ์ตลอดการปราศรัย

 


 ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการชี้แจงจาก ดร.พิชิต โกพล รองประธานคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูฯ ว่า ปัญหาหลักของกลุ่มผู้ร้องเรียนคือ ต้องการให้ลดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ โดยถือเป็นการขอความร่วมเบี้ยสหกรณ์ทั่วประเทศแห่งไหนที่พอจะลดดอกเบี้ยได้ในอัตรา 4.75 บาทต่อปี แต่บริบทของแต่ละสหกรณ์มันไม่เหมือนกัน ของเราเป็นสหกรณ์มีทุนดำเนินการประมาณ 5 พันกว่าล้านบาท ที่นี้เราให้สวัสดิการแบบให้เปล่ากับมวลสมาชิกเป็นจำนวนมาก เช่น เงินสงเคราะห์ครอบครัว สมาชิกถ้าเสียชีวิตจ่ายให้เลย 2 แสนบาท สมาชิกที่เกษียณอายุราชการถือว่าอายุครบ 60 ปี เกิน 60 ปีเราให้รายละ 1 หมื่นบาท ในแต่ละปีเงินในส่วนนี้ เราจ่ายแบบให้เปล่าเกือบ 20 ล้านบาท เพราะฉะนั้นเงินที่สมาชิกได้กัน ก็มาจากดอกเบี้ยที่สมาชิกกู้ไปแล้วจ่ายคืนสหกรณ์ แต่กลุ่มนี้คิดว่าสหกรณ์เอาแต่เงินสมาชิกมาลงทุน มันก็มีส่วนใช่อยู่ส่วนหนึ่ง จริงๆแล้วเราไปกู้มาจากสถาบันการเงินอื่นๆ ด้วย รวมๆแล้วประมาณ 5 พันกว่าล้านบาท และเงินก็ไม่ได้อยู่ที่สหกรณ์ แต่ไปอยู่กับสมาชิกทั้งหมด และกลุ่มที่มาเรียกร้องล้วนเป็นข้าราชการบำนาญมีรายได้คงที่ เมื่อรายได้คงที่ก็มีความเดือดร้อน จึงต้องการให้สหกรณ์ลดดอกเบี้ย ทางสหกรณ์ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย เรียกประชุมคณะกรรมการ แล้วมีโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับข้าราชการบำนาญ ตรงนี้สมาชิกบางส่วนอาจไม่เข้าใจ ในการบริหารจัดการตรงนี้ คิดว่าคณะกรรมการมีผลประโยชน์ แท้ที่จริงคณะกรรมการบริหารจัดการตามระเบียบและข้อบังคับ เราเข้าใจบริบทของสหกรณ์

 


           
ส่วนกรณีที่สมาชิกสงสัยในตัวผู้จัดการสหกรณ์คือนายโอภาส สุมนารถ ที่ปัจจุบันอายุ 73 ปีแล้ว แต่ยังคงนั่งบริหารงานนานถึง 30 ปีนั้น ดร.พิชิต โกพล อธิบายว่าเป็นการทำสัญญาจ้างโดยไม่มีการระบุอายุในระเบียบ แต่กฎหมายใหม่ออกมาให้อายุไม่เกิน 60 ปี ซึ่งสัญญาจ้างจะครบในปี 2568 ก็จะมีการเลือกโหวตผู้จัดการคนใหม่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้  
           
นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ที่กลายเป็นภาระของสมาชิก คือ ไม่มีการทำประกันชีวิต กล่าวคือการขอกู้เงินสหกรณ์ จะมีการค้ำประกันกันในกลุ่มครู หากผู้กู้เสียชีวิตจำนวนหนี้จะไปตกกับคนค้ำทันที เพราะส่วนใหญ่ครอบครัวของสมาชิกที่เสียชีวิต จะปฏิเสธรับภาระหนี้ดังกล่าว ทางสหกรณ์จึงมีการฟ้องร้องกับคนค้ำประกัน จนถึงขั้นยึดทรัพย์กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัวมาหลายราย ถึงขณะนี้ยังไม่มีบทสรุปว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม จะดำเนินการในทิศทางใด เพื่อแก้ไขปัญหาภายในองค์กรของตนเอง

หน้าแรก » ภูมิภาค