วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 17:26 น.

ภูมิภาค

วิกฤติแม่น้ำปราจีนบุรี ถึงเวลานายกฯ ต้องฟังเสียงตะโกนจากลุ่มน้ำ ก่อนกลายเป็น “ลำน้ำตาย”

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

แม่น้ำปราจีนบุรี ไม่ใช่แค่เส้นเลือดใหญ่ แต่มันคือลมหายใจ วัฒนธรรม และหัวใจหลักทางเศรษฐกิจของประชาชนกว่า 5 แสนคนในจังหวัดทว่าในวันนี้ ลมหายใจนั้นกำลังรวยริน วัฒนธรรมลุ่มน้ำกำลังถูกทำลาย และเศรษฐกิจฐานรากกำลังพังครืน นี่คือวิกฤติทางสิ่งแวดล้อมครั้งรุนแรงที่สุดที่ไล่เรียงตั้งแต่ปัญหาคลาสสิกอย่างน้ำเน่าเสียและผักตบชวาอัดแน่นที่ทำให้ออกซิเจนดิ่งต่ำ จนปลาทับทิมในกระชังที่อำเภอบ้านสร้างช็อกตายระนาวรวมกว่า 33 ตัน ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

แต่สิ่งที่ซ้ำเติมความบอบช้ำให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น คือโครงการที่ถูกครหาว่าเป็นการ “ปล้นทรัพยากรหลวง” ภายใต้วาทกรรมบังหน้าว่า “ขุดดินแลกน้ำ” และการลักลอบดูดทรายที่ขาดการควบคุม นี่เองคือนำไปสู่การรวมตัวครั้งสำคัญของภาคประชาสังคมลุ่มน้ำปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ณ อ้อมกอดของ “ณ บางกุ้งทุ่งข้าว” อ.ศรีมหาโพธิ เพื่อส่งเสียงสะท้อนตรงถึงทำเนียบรัฐบาล

เวทีเสวนาและแถลงข่าวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การระบายความอัดอั้น แต่คือฉันทามติที่ชัดเจนในการยื่นเรื่องตรงต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบและหยุดยั้งโครงการขุดดินแลกน้ำโดยเร่งด่วน

คำให้การจากผู้คร่ำหวอดในวงการลุ่มน้ำอย่าง นายจำรูญ สวยดี อดีตประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำบางปะกงฯ ยืนยันว่านี่ไม่ใช่การค้านการพัฒนา แต่เป็นการเรียกร้องความโปร่งใส ในขณะที่ข้อมูลเชิงลึกจาก นายสายพิณ ศรีเพ็ชร อดีตนายก อบต.บางแตน เปิดแผลเป็นทางวิชาการที่น่าตกใจว่า โครงการที่อำเภอนาดีนั้นขุดลึกลงไปถึง 10 เมตร ซึ่งขัดต่อหลักวิชาการที่กำหนดไว้เพียง 3-4 เมตรอย่างสิ้นเชิง

การปล่อยให้นายทุนขุดทะลุชั้นโคลนใต้ดินจนตลิ่งพังทลายรุนแรง ไม่ใช่การช่วยกักเก็บน้ำ แต่เป็นการเปิดช่องให้ผู้รับเหมา “ตบตาประชาชน” ขุดหน้าดินทรัพยากรหลวงไปขาย ทิ้งชาวบ้านให้เผชิญกรรมกับบ่อโคลนน้ำขุ่นที่สูบมาใช้เพื่อการเกษตรไม่ได้ในช่วงน้ำหลาก นี่คือความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นภาพสะท้อนของหน่วยงานราชการอย่าง “พาณิชย์จังหวัด” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำหน้าที่เพียงแค่นั่งบนหอคอยงาช้าง คอยเซ็นเอกสารโดยไม่เคยลงมาเดินเหยียบพื้นที่จริง

ในขณะที่ต้นน้ำและกลางน้ำกำลังเผชิญปัญหาตลิ่งพังและน้ำแห้งขอด ปลายน้ำอย่างอำเภอบ้านสร้างกลับต้องรับกรรมหนักจากการขาดออกซิเจน รายงานด่วนที่สุดจากประมงจังหวัดถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ยืนยันตัวเลขความเสียหายอันน่าสลด เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิม 8 ราย ต้องเสียปลาตายสะสมกว่า 33.7 ตัน โดยเฉพาะเช้ามืดวันที่ 15 พฤษภาคม ปลาช็อกตายพร้อมกันถึง 19 ตัน ภายในวันเดียวจากเกษตรกรเพียง 4 ราย

เสียงสะท้อนความอัดอั้นของชาวบ้านอย่าง นายมนัส เนิ่บอบ ที่เคยรวมตัวไปถามหน่วยงานราชการแล้วได้คำตอบบ่ายเบี่ยง ผสมโรงกับพฤติกรรมปกป้องเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน จนถึงคำกล่าวของ นายสุนทร คมคาย ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม อ.กบินทร์บุรี ที่เปรียบโครงการนี้เป็นการตบตาประชาชนใช้วาทกรรมบังหน้าเพื่อปล้นทรัพยากรท้องถิ่น ทั้งหมดนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้ถูกส่งมอบให้ ส.ส. เตรียมนำเข้าสู่กลไกการตรวจสอบของรัฐสภาแล้ว

เช่นเดียวกับคำเรียกร้องของ นายโอภาส ชาญยงค์ สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่ยื่นคำขาดไปยัง 3 ขั้วอำนาจในจังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายก อบจ., และ ส.ส.ในพื้นที่) ให้เร่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยไม่ละเว้นที่จะประกาศความพร้อมในการยกระดับเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรีหากกลไกในจังหวัดยังคงเพิกเฉย

ข้อเรียกร้องตามสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 และ 46 ทั้ง 7 ข้อที่ภาคประชาสังคมลุ่มน้ำปราจีนบุรีสรุปส่งถึงรัฐบาลนั้น มีน้ำหนักและเหตุผลที่ชัดเจน ตั้งแต่การสั่งยกเลิกโครงการที่มีปัญหาโดยเร่งด่วน การตั้งชุดสอบสวนจากส่วนกลางเพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเลยหน้าที่และทุจริต การเยียวยาและฟื้นฟูสภาพลำน้ำโดยใช้หลักธรรมชาติเป็นพื้นฐาน การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ก่อมลพิษ การทบทวนกฎระเบียบเชิงระบบ การกำหนดแผนอนุรักษ์ฟื้นฟูทั้งระบบ และการรับรองสิทธิประชาชนในการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ

วิกฤติแม่น้ำปราจีนบุรีในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของผักตบชวาหรือปลาตายในกระชัง แต่มันคือแบบทดสอบสำคัญของความโปร่งใสในธรรมาภิบาลของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาติ หากรัฐบาลส่วนกลางยังคงปล่อยให้กลไกท้องถิ่นทำงานอย่างล้มเหลวและละเลยเสียงตะโกนจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ลำน้ำสายชีวิตที่เคยหล่อเลี้ยงผู้คนมาหลายชั่วอายุคนนี้ คงหลีกหนีไม่พ้นคำว่า "ลำน้ำตาย" ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน.
 

หน้าแรก » ภูมิภาค