วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569 08:03 น.

ภูมิภาค

ไปชม "ถ้ำแสงเพชร" แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยงาม ที่ จ.อำนาจเจริญ

วันอาทิตย์ ที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.29 น.

การเดินทางไป “ถ้ำแสงเพชร” โดยทางรถยนต์ เริ่มที่สี่แยกไฟแดงใจกลางเมืองอำนาจเจริญ มุ่งหน้าด้านทิศตะวันตก ถนนอรุณประเสริฐ(อำนาจเจริญ – ปทุมราชวงศา) ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงแยกทางเข้าซ้ายมือ เลี้ยวเข้าถนนสายรองอีก 3 กิโลเมตร  คือ ถ้ำแสงเพชน บน ภูเขาขาม เป็นเทือกเขาไม่สูงมากนัก ตั้งอยู่พื้นที่บ้านดงเจริญ ต.สร้างนกทา อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ มีต้นมะขามขนาดใหญ่ ขึ้นอยู่กลางหน้าผาด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ใกล้กัน ยังมีถ้ำ ซึ่งคนโบราณเล่าว่า เป็นที่อยู่ของฤษีนานมาแล้ว และภูเขาขามมีพื้นที่ลาดเอียงไปทางทิศตะวันออก ผุดถ้ำเกิดจากเพิงหินหลายแห่ง ในจำนวนนี้ มีอยู่ 2 ถ้ำ คือ ถ้ำพระใหญ่(ถ้ำแสงเพชร)และถ้ำพระน้อย(ถ้ำโคนอน) ซึ่งถ้ำพระใหญ่มีความลึกและยาวมากจนทะลุภูเขาไปอีกด้านหนึ่ง  เข้าใจว่า จะทะลุออกไปทางด้านถ้ำขาม ซึ่งเป็นที่อาศัยของฤษี

 

สำหรับ ถ้ำพระใหญ่ หรือ ถ้ำแสงเพชร ในสมัยก่อนปากถ้ำกว้างเพียง 1 เมตรเท่านั้น มีพระพุทธรูปและเบญจวัคคี  ที่ชำรุดตั้งอยู่  มองดูแล้วไม่ถูกพุทธลักษณะ แม้จะปั้นด้วยปูนก็ตาม เข้าใจว่า ผู้ปั้นยังไม่ชำนาญ แต่คงปั้นด้วยแรงศรัทธา ต่อมา ผู้มีจิตศรัทธา ได้บริจาคทุนทรัพย์ซ่อมสร้างขึ้นมาใหม่ ทั้งพระประธานและเบญจวัคคี อย่างที่เห็นในปัจจุบัน

เหตุผลที่ชาวบ้านเรียกถ้ำพระใหญ่เป็นถ้ำแสงเพชร เพราะว่า มีเรื่องเล่ากันว่า ในอดีตกษัตริย์ขอมและพระมเหสี หนีจากการรุกรานจากประเทศลาวมาหลบซ่อนอยู่ในถ้ำ โดยนำเอาแก้วแหวนเงินทองจำนวนมากมาด้วย แต่ไม่นานสิ้นพระชนม์เพราะไข้ป่า ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปเอาทรัพย์สิน เพราะมีสิ่งลี้ลับคอยปกป้องเฝ้ารักษา เคยมีพระธุดงค์เข้าไปนั่งสมาธิบำเพ็ญภาวนาแล้วเกิดความโลภอยากได้สมบัติ ปรากฏว่า เหมือนมีคนมาเขย่าถ้ำ คล้ายจะพังลงมา ทำให้ต้องเผ่นหนีเตลิดไป

 

จากถ้ำพระใหญ่ไปอีก 50 เมตร จะพบถ้ำที่พำนักของฤษีในอดีต ซึ่งปัจจุบันพบเพียงรูปปั้นนั่งอยู่ภายในถ้ำที่มีความลึก 20 เมตร ถัดไปจะเป็นถ้ำงู ที่มีความลึกมาก มีร่องรอยของซากงูให้เห็นมากมาย ผ่านไปอีก 200 เมตร เป็นถ้ำค้างคาว ปากถ้ำกว้าง 60 เมตร อบอวนไปด้วยกลิ่นมูลค้างคาว หากใช้ไฟส่องดู จะพบกับค้างคาวเกาะบนผนังเพดานถ้ำเต็มไปหมด

หากเดินรัดเลาะผ่านต้นไม้ที่เขียวขจี มีเถาวัลย์พันเต็มไปหมดตลอดทาง 700 เมตร จะพบ ถ้ำพระน้อย หรือ ถ้ำโคนอน โดยมีรูปปั้นโคนอนอยู่ปากถ้ำ  ชาวบ้านเล่าว่า  สมัยก่อนเป็นที่พักของโคป่าจำนวนมาก จึงได้ร่วมกันปั้นรูปโคไว้ที่ปากถ้ำ เพื่อเป็นสัญลักษณ์

 

ถ้ำโคนอนอยู่ล่างสุดจากยอดภูเขาขามลงมา ถ้าต้องการชมทัศนียภาพบนภูเขาขามและกราบนมัสการหุ่นขี้ผึ้ง หลวงพ่อชา (พระโพธิญาณเถระ) ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายใน เจดีย์ศรีโพธิญาณ และชมมหาวิหาร(ศาลาพันห้อง) โดยรถยนต์จะมีทางลาดยางขึ้นไปอย่างสะดวกสบายระยะทาง 2 กิโลเมตร บนยอดเขา จะพบเจดีย์ ซึ่งสร้างตามแบบเจดีย์หนองแค จ.สระบุรี มีรูปทรงคล้ายกับเจดีย์ที่นครปฐมบางส่วน ฐานวัดโดยรอบได้ 26 เมตร สูง 26 เมตร มีซุ้มประตู 4 ด้าน ภายในจะพบเห็นหุ่นขี้ผึ้งหลวงพ่อชานั่งอยู่ และภาพวาดกิจวัตรของหลวงพ่อชาขณะมีชีวิตอยู่บนฝาผนังอย่างสวยงาม

ส่วนด้านขวาประมาณ 100 เมตร จะพบเห็น พระพุทธไสยาสน์ ทอดยาวขนานกับมหาวิหารบนลานหินที่สวยงาม มีความยาว 19 เมตร บุด้วยกระเบื้องโมเสกสีขาวทั้งองค์ พระนามว่า พระพุทธโพธิญาณภัทรมหาราช ใกล้กันเป็นที่ตั้งมหาวิหาร หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า ศาลาพันห้อง อยู่บนเนินหิน กว้าง 28 เมตร ยาว 60 เมตร เนื้อที่ 1,780 ตารางวา เสาและพื้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาบุกระเบื้อง พื้นที่ชั้นล่างเป็นแท้งก์เก็บน้ำฝน เพื่อใช้ในฤดูแล้งอย่างเพียงพอ

 

สำหรับ มหาวิหาร ใช้เวลาก่อสร้างนาน 1 ปี 8 เดือน 12 วัน จนสำเร็จลุล่วงเรียบร้อย เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2515 โดยมีพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และพุทธศาสนิกชนหลั่งไหลมาร่วมงานจำนวนมาก จึงถือเอาวันดังกล่าวจัดงานประจำปีทุกปี…
 

หน้าแรก » ภูมิภาค