วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569 08:04 น.

ภูมิภาค

ครูเปิดใจโต้ ไม่เคยสั่งเด็กกระโดดตบ 1,000 ครั้ง วอนสังคมฟังรอบด้าน

วันอังคาร ที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.19 น.

สุรินทร์ – ครูผู้ถูกกล่าวหาเปิดใจชี้แจง ยืนยันไม่เคยสั่งนักเรียนชั้น ป.4 กระโดดตบ 1,000 ครั้ง ขณะที่แม่เด็กยังยืนยันลูกเล่าว่าถูกลงโทษจนมีอาการป่วยและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีผู้ปกครองนักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ออกมาเปิดเผยว่าบุตรชายถูกครูสั่งลงโทษให้กระโดดตบ 1,000 ครั้ง จนมีอาการป่วยและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับทั้งครูผู้ถูกกล่าวหาและครอบครัวของเด็ก เพื่อสะท้อนข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน ครูเป็ด (นามสมมุติ) อายุ 58 ปี ผู้ถูกกล่าวหา เปิดเผยว่า ข้อกล่าวหาที่ระบุว่าตนสั่งให้นักเรียนกระโดดตบ 1,000 ครั้งนั้นไม่เป็นความจริง โดยอ้างว่าในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ปกครองระบุว่าเกิดเหตุ ตนแทบไม่ได้พบเด็กคนดังกล่าว เนื่องจากมาถึงโรงเรียนค่อนข้างสาย และหลังจากนั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลนักเรียนในชั้นเรียนที่รับผิดชอบ ก่อนจะออกไปดำเนินภารกิจเกี่ยวกับการซ่อมแซมอุปกรณ์และรับประทานอาหารตามปกติ

ครูเป็ดยืนยันว่าไม่เคยสั่งลงโทษนักเรียนด้วยการกระโดดตบ 1,000 ครั้ง และไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เด็กมีอาการป่วยจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล พร้อมระบุว่าจากข้อมูลที่ได้รับทราบ เด็กยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการเรียนว่ายน้ำได้ตามปกติในช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากนี้ ครูผู้สอนว่ายน้ำของเด็กยังให้ข้อมูลว่า เด็กได้มาเรียนว่ายน้ำในวันที่ 28 และ 29 พฤษภาคม โดยสามารถร่วมกิจกรรมได้ตามปกติ มีท่าทีร่าเริงและไม่พบความผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ตนไม่สามารถยืนยันได้ว่าสาเหตุการบาดเจ็บหรืออาการป่วยของเด็กเกิดจากอะไร

ด้านนางแอน (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี มารดาของเด็ก เปิดเผยว่า ลูกชายเล่าให้ฟังว่าถูกครูลงโทษให้กระโดดตบจำนวน 1,000 ครั้ง หลังเกิดความเข้าใจผิดเรื่องการเก็บขยะภายในโรงเรียน เมื่อทราบเรื่องตนรู้สึกตกใจอย่างมาก และสังเกตเห็นว่าลูกมีอาการปวดเมื่อยแขนขา มีไข้ รวมทั้งมีอาการหวาดกลัวและฝันร้าย

มารดาระบุว่า ได้พาลูกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในวันที่ 29 พฤษภาคม ก่อนเข้าพักรักษาตัวต่อเนื่องที่โรงพยาบาลอำเภอและโรงพยาบาลจังหวัดตามลำดับ ปัจจุบันแม้แพทย์จะอนุญาตให้กลับบ้านแล้ว แต่สภาพร่างกายและจิตใจของลูกยังไม่กลับมาเป็นปกติ

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันข้อมูลของตนเอง และอาจมีการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

 

หน้าแรก » ภูมิภาค