วันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2569 01:16 น.

ภูมิภาค

สมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล เสนอ 8 ตัวแทนภาคประชาชนร่วมคณะอนุกรรมการ จับตากลไกแก้ผลกระทบเขื่อน

วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 นางสมปอง เวียงจันทร์ พร้อมสมาชิกกลุ่มสมัชชาคนจน (สคจ.) กรณีเขื่อนปากมูล จำนวน 7 คน ในนาม “คณะกรรมการชาวบ้านฟื้นฟูเพื่อชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูล (ช.ช.ช.)” เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ณ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุบลราชธานี ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีนายวิเชียร เลพล ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้รับหนังสือ

 

หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาเสนอเพิ่มรายชื่อผู้แทนภาคประชาชนในคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนปากมูล กรณีสมัชชาคนจน จำนวน 8 คน เพื่อให้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเข้าร่วมกลไกแก้ไขปัญหาอย่างเป็นทางการ

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ณ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี กรุงเทพมหานคร ซึ่งพบว่าไม่มีรายชื่อผู้แทนภาคประชาชนในสัดส่วนของกลุ่มนางสมปองเข้าร่วมเป็นกรรมการ โดยสำนักงานพลังงานจังหวัดอุบลราชธานีร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้แนะนำให้กลุ่มจัดทำหนังสือเสนอรายชื่อเพิ่มเติม เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแต่งตั้งต่อไป

 

กรณีเขื่อนปากมูลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่คณะอนุกรรมการ แต่ยังสะท้อนคำถามสำคัญว่า กระบวนการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่จะสามารถตอบโจทย์ประชาชนได้มากน้อยเพียงใด หากผู้ที่เผชิญผลกระทบโดยตรงไม่มีพื้นที่ร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเพียงพอ

 

ในมิติสิ่งแวดล้อม เขื่อนและการบริหารจัดการน้ำมีความเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศแม่น้ำ การไหลของน้ำ การเคลื่อนย้ายตะกอน และความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรธรรมชาติกับวิถีชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำมูลในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต การพิจารณาปัญหาจึงไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะมาตรการทางวิศวกรรมหรือการบริหารจัดการน้ำ แต่ควรครอบคลุมผลกระทบทางนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม และสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรด้วย

 

ขณะเดียวกัน การมีตัวแทนภาคประชาชนในคณะกรรมการไม่ได้เป็นหลักประกันว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขโดยอัตโนมัติ แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ข้อมูลจากพื้นที่ ข้อร้องเรียน และข้อเสนอของชุมชนเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจได้โดยตรง หากตัวแทนเหล่านั้นมีอำนาจแสดงความคิดเห็น เข้าถึงข้อมูล และติดตามผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยลดช่องว่างระหว่างนโยบายของรัฐกับสภาพปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริง

 

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ การแก้ไขปัญหาจะเดินหน้าไปไกลกว่าการจัดตั้งคณะกรรมการได้หรือไม่ เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงการมีชื่ออยู่ในโครงสร้างการบริหาร แต่คือการได้รับการพิจารณาปัญหาอย่างจริงจัง มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ มีแนวทางเยียวยาที่ชัดเจน และมีมาตรการจัดการผลกระทบที่สามารถติดตามประเมินผลได้

 

การเสนอรายชื่อผู้แทนภาคประชาชน 8 คนในครั้งนี้ จึงเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ต้องติดตาม ทั้งการพิจารณาแต่งตั้ง อำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการ และการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพราะความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลไม่ควรวัดเพียงจำนวนครั้งของการประชุมหรือความคืบหน้าทางเอกสาร แต่ควรวัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคุณภาพชีวิตของประชาชนและความยั่งยืนของระบบนิเวศลุ่มน้ำมูลในระยะยาว

 

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับยังไม่ได้ระบุรายละเอียดผลกระทบเฉพาะด้านหรือข้อสรุปทางวิชาการเกี่ยวกับระบบนิเวศจากกรณีนี้โดยตรง การประเมินผลกระทบและแนวทางแก้ไขจึงควรอาศัยข้อมูลภาคสนาม ผลการศึกษาที่เกี่ยวข้อง และข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายประกอบกัน

หน้าแรก » ภูมิภาค