วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569 03:05 น.

กทม-สาธารณสุข

โรงพยาบาลพระรามเก้า ชู Stroke Fast Track เพิ่มโอกาสรอด ลดความพิการจากโรคหลอดเลือดสมอง

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 20.27 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้า ชู Stroke Fast Track เพิ่มโอกาสรอด ลดความพิการจากโรคหลอดเลือดสมอง

 

โรคหลอดเลือดสมอง หรือสโตรก (Stroke) เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการของคนไทย โดยมีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 100% ในช่วงปี 2022–2023 อีกทั้งยังพบผู้ป่วยในกลุ่มวัยทำงานอายุ 30–40 ปี มากขึ้น ทั้งนี้ มีข้อมูลอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองอยู่ที่ประมาณ 100 รายต่อประชากร 100,000 คน สะท้อนถึงความสำคัญของการป้องกันและเฝ้าระวังโรค โดยเฉพาะการเข้าถึงการรักษาอย่างรวดเร็ว เพราะความล่าช้าเพียงไม่กี่นาทีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความพิการถาวรและการเสียชีวิต

นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์หัวหน้าศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ส่งผลให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน หรือเกิดภาวะเลือดออกในสมอง ทำให้เซลล์สมองได้รับความเสียหายอย่างรวดเร็ว โดยมีข้อมูลทางการแพทย์ประมาณการว่า ในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดสมองเส้นใหญ่อุดตันและไม่ได้รับการรักษา อาจสูญเสียเซลล์ประสาทเฉลี่ยประมาณ 1.9 ล้านเซลล์ต่อนาที จึงเป็นที่มาของคำว่า “ทุกวินาทีมีความหมายต่อสมอง” เพราะยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสลดความเสียหายของเนื้อสมองและความพิการได้มากขึ้น

 

 

ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลพระรามเก้าจึงให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษาในระยะเฉียบพลัน ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยนำระบบ Stroke Fast Track มาใช้เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการประเมินและรักษาอย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลารอคอยในขั้นตอนสำคัญ และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว

“Stroke Fast Track เป็นกระบวนการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่การคัดกรองและประเมินอาการ การตรวจภาพสมอง ไปจนถึงการเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม โดยโรงพยาบาลมีเทคโนโลยี MRI ช่วยประเมินเนื้อสมอง และ Biplane Digital Subtraction Angiography (Biplane DSA) ระบบถ่ายภาพหลอดเลือดสองระนาบ ที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นหลอดเลือดได้อย่างละเอียด และสนับสนุนการรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือด โดยเฉพาะการนำลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์”

นพ.สิทธิ อธิบายเพิ่มเติมว่า โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน พบประมาณ 80% และ โรคหลอดเลือดสมองแตก พบประมาณ 20% ซึ่งมีแนวทางการรักษาแตกต่างกัน โดยในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองแตก แพทย์จะพิจารณาควบคุมความดันโลหิต เฝ้าระวังอาการ หรือผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ ส่วนผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน มีแนวทางรักษาสำคัญ ได้แก่ การให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ซึ่งโดยทั่วไปต้องได้รับภายใน 4.5 ชั่วโมงแรกนับจากเวลาเริ่มมีอาการในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ และการนำลิ่มเลือดออกผ่านสายสวนหลอดเลือด (Mechanical Thrombectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดสมองเส้นใหญ่อุดตัน เพื่อให้เลือดกลับไปเลี้ยงสมองโดยเร็วที่สุด

ปัจจุบันเทคโนโลยีการตรวจภาพสมองช่วยให้แพทย์ประเมินเนื้อสมองที่ยังมีโอกาสฟื้นตัว ทำให้ผู้ป่วยบางรายสามารถได้รับการพิจารณารักษานอกช่วงเวลามาตรฐาน โดยเฉพาะการนำลิ่มเลือดออกผ่านสายสวนหลอดเลือด ซึ่งอาจพิจารณาได้ถึง 24 ชั่วโมง นับจากเวลาสุดท้ายที่ทราบว่าผู้ป่วยยังปกติ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลตรวจภาพสมองและข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยไม่ควรรอให้ถึงช่วงเวลาดังกล่าว แต่ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดความเสียหายของเนื้อสมอง

 

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และการสูบบุหรี่ รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การขาดการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีไขมันและโซเดียมสูง ขณะที่การสัมผัสฝุ่น PM2.5 ก็มีหลักฐานทางการแพทย์เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองเช่นกัน

ประชาชนสามารถสังเกตสัญญาณเตือนด้วยหลัก BEFAST ได้แก่ B–Balance เดินเซหรือเสียการทรงตัวเฉียบพลัน, E–Eyes มองเห็นผิดปกติ, F–Face ใบหน้าเบี้ยวหรือมุมปากตก, A–Arm แขนหรือขาอ่อนแรงเฉียบพลัน, S–Speech พูดไม่ชัดหรือพูดลำบาก และ T–Time รีบโทร 1669 พร้อมจดจำเวลาเริ่มมีอาการหรือเวลาสุดท้ายที่ผู้ป่วยยังปกติ โดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการครบทุกข้อ

ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการผิดปกติเพียงไม่กี่นาทีแล้วหายไปเอง ซึ่งอาจเป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA) หรือสัญญาณเตือนก่อนเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมา จึงควรรีบเข้ารับการประเมินทางการแพทย์ แม้อาการจะกลับมาเป็นปกติแล้วก็ตาม

 

 

นพ.สิทธิ กล่าวปิดท้ายว่า เนื่องในวันโรคหลอดเลือดสมองโลก (World Stroke Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า จึงจัดกิจกรรม World Stroke Day “ทุกวินาทีมีความหมายต่อสมอง” ในวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00–15.40 น. ณ ลานกิจกรรม ชั้น 2 อาคาร A โรงพยาบาลพระรามเก้า เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง พร้อมกิจกรรม Doctor Talk หัวข้อ “สมองขาดเลือด...ทุกวินาทีมีค่า” โดย พญ.ณิชนันทน์ เอกพิทักษ์ดำรง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมอง และระบบประสาทเฉพาะทางด้านโรคหลอดเลือดสมอง และหัวข้อ “ฟื้นฟูให้ถูกวิธี ชีวิตหลัง Stroke ไปต่อได้” โดย พญ.ปิยะวรรณ งามองอาจ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมกิจกรรมให้ความรู้และเยี่ยมชมเทคโนโลยี Biplane DSA ณ ศูนย์ Cath Lab ชั้น 4 อาคาร A โรงพยาบาลพระรามเก้า

หน้าแรก » กทม-สาธารณสุข

ข่าวในหมวดกทม-สาธารณสุข