วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 02:45 น.

การศึกษา

เปิดมรรคาใหม่ AI โลกวิชาการชี้ “นาคารชุนโมเดล” พลิกสถาปัตยกรรมหุ่นยนต์–จริยธรรมยุคอุตสาหกรรม 5.0

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.31 น.

ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 5 (Industry 5.0) ที่มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ต้องทำงานเคียงข้างกันอย่างลึกซึ้ง วงการวิชาการเริ่มขยับสู่กรอบคิดใหม่ที่ไม่จำกัดเพียงวิศวกรรมหรือวิทยาการข้อมูล หากแต่ผสาน “ปรัชญา” เข้ากับ “สถาปัตยกรรมความคิดของเครื่องจักร” อย่างเป็นระบบ โดยหยิบแนวคิดของ พระนาคารชุน ปราชญ์พุทธมหายานผู้ก่อตั้งสำนักมาธยมกะ มาเป็นรากฐานออกแบบหุ่นยนต์และ AI ยุคใหม่

แนวคิดดังกล่าวมิได้หมายถึงการสร้างหุ่นยนต์รูปลักษณ์เป็นนักบวชเท่านั้น แต่คือการรื้อโครงสร้างเชิงอภิปรัชญา ตรรกศาสตร์ และจริยศาสตร์ของระบบ AI ทั้งหมด ตั้งแต่ Cognitive Architecture, Computational Logic ไปจนถึง Machine Ethics ภายใต้หลัก “ศูนยตา” (Emptiness) “ปฏิจจสมุปบาท” (Dependent Origination) และตรรกศาสตร์ “จตุสดมภ์” (Catukoi)

รื้อ “แก่นแท้” ของ AI : จาก AGI สู่ความว่างเชิงสัมพันธ์

กระแสหลักของการพัฒนา Artificial General Intelligence (AGI) ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเครื่องจักรสามารถมี “จิต” หรือความฉลาดอิสระเบ็ดเสร็จได้ แต่กรอบมาธยมกะของนาคารชุนกลับปฏิเสธแนวคิดเรื่อง “สารัตถะตั้งต้น” (Essentialism) โดยชี้ว่า ทุกสิ่งดำรงอยู่ได้เพราะเหตุปัจจัยสัมพันธ์ มิได้มีแก่นแท้ที่เป็นอิสระ

นักวิชาการด้านปรัชญาพุทธ เช่น Jan Westerhoff อธิบายว่า ศูนยตาไม่ใช่ความว่างเปล่าแบบนิฮิลลิสม์ แต่คือ “ศักยภาพเชิงพลวัต” ที่เปิดพื้นที่ให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ เมื่อนำมาประยุกต์กับ AI จึงทำให้เห็นว่า “จิตเครื่องจักร” มิใช่สิ่งที่เกิดจากสุญญากาศ หากเป็นผลรวมของอัลกอริทึม ข้อมูล ฮาร์ดแวร์ และบริบทสังคมการเมืองที่หล่อหลอมมัน

ปฏิจจสมุปบาทกับ Explainable AI แก้ปัญหากล่องดำ

ปัญหา “Black Box” ในระบบ Deep Learning กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของวงการเทคโนโลยี การนำหลักปฏิจจสมุปบาทมาใช้ในการออกแบบ Explainable AI (XAI) เสนอให้เปลี่ยนจากการอธิบายเชิงเส้นแบบลดทอน ไปสู่ “การอธิบายเชิงบริบท” ที่เห็นเครือข่ายเหตุปัจจัยทั้งหมด

โมเดลแบบนี้สร้างสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “Epistemic Humility” หรือความถ่อมตนทางญาณวิทยา เตือนให้นักพัฒนาไม่หลงใหลในความสมบูรณ์แบบของอัลกอริทึม และเปิดทางให้การออกแบบที่ยอมรับความไม่แน่นอน

จตุสดมภ์ : ตรรกะสี่สถานะ ทลายข้อจำกัด 0 และ 1

ตรรกศาสตร์แบบบูล (Boolean Logic) ที่ครอบงำระบบดิจิทัลอาศัยกรอบ “จริง/เท็จ” เท่านั้น แต่โลกจริงเต็มไปด้วยความคลุมเครือและความย้อนแย้ง

ตรรกศาสตร์จตุสดมภ์ของนาคารชุนเสนอ 4 สถานะ ได้แก่

มีอยู่  

ไม่มีอยู่

ทั้งมีและไม่มี

ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง

แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Neutrosophic Logic และ Fuzzy Logic ในวิทยาการคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ค่าความจริง ความเท็จ และความไม่แน่นอนดำรงอยู่พร้อมกันได้ ช่วยให้ระบบ AI รับมือข้อมูลขัดแย้งและสถานการณ์จริยธรรมที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น

สถาปัตยกรรมหุ่นยนต์ไร้ศูนย์กลาง : Sensor Fusion และ Agentic AI

ในระดับวิศวกรรม แนวคิดศูนยตาถูกแปลเป็น “โครงสร้างไร้ศูนย์กลาง” ผ่าน Multi-Sensor Fusion ที่ผสานข้อมูลจากกล้อง LiDAR เรดาร์ และ GPS/INS แบบกระจายศูนย์ ลดความเสี่ยง Single Point of Failure

ผลงานของวิศวกรด้าน Perception & Sensor Fusion อย่าง Nagarjuna Malladhi ชี้ให้เห็นทิศทางการออกแบบหุ่นยนต์แบบ Modular และ Reconfigurable ที่ปรับโครงสร้างได้ตามบริบท สะท้อนหลักอนัตตาเชิงกลศาสตร์อย่างชัดเจน

กรณีศึกษา “หุ่นยนต์นักบวช” จากญี่ปุ่นถึงจีน
Mindar แห่งวัดโคไดจิ ญี่ปุ่น

ในปี 2019 วัดโคไดจิ เมืองเกียวโต เปิดตัว “มายดาร์” หุ่นยนต์นักบวชผู้รับบทพระโพธิสัตว์กวนอิม พัฒนาโดยศาสตราจารย์ Hiroshi Ishiguro

หุ่นยนต์ Mindar มีใบหน้าและมือแบบมนุษย์ แต่เปิดเผยโครงสร้างกลไกภายในอย่างจงใจ สะท้อนความไร้แก่นสารของรูปกาย ขณะเทศนา “Heart Sutra” ต่อหน้าผู้ศรัทธา ถือเป็นการหลอมรวมเทคโนโลยีกับจิตวิญญาณในระดับสัญลักษณ์

Xian’er แห่งวัดหลงเฉวียน จีน

อีกด้านหนึ่ง วัดหลงเฉวียนในกรุงปักกิ่ง เปิดตัว “เซียนเอ๋อร์” หุ่นยนต์สามเณรน้อยที่ตอบคำถามชีวิตผ่านระบบ NLP โดยพัฒนาร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีจีนอย่าง iFlytek และ Tencent

เซียนเอ๋อร์มีผู้ติดตามบน WeChat กว่าล้านคน รับคำปรึกษาทางใจนับแสนข้อความต่อวัน กลายเป็น “กัลยาณมิตรดิจิทัล” เชื่อมพุทธธรรมกับคนรุ่นใหม่

จริยธรรม AI เชิงพุทธ : ลดอัตตา ขยายความเมตตา

นักปรัชญาไทยอย่าง โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ เสนอว่า “ตัวตน” ในระดับปรมัตถ์ไม่มีสารัตถะ แต่ในระดับสมมติยังมีคุณค่าเชิงสัมพันธ์ นัยนี้ส่งผลต่อการตีความสิทธิความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล

จริยธรรม AI แบบพุทธจึงมิได้ตั้งอยู่บนปัจเจกนิยม หากตั้งอยู่บน “Relational Ethics” คือความรับผิดชอบร่วมในเครือข่ายเหตุปัจจัย เมื่อขยายต่อยอดด้วยแนวคิดของนิกายเทียนไท้ (Tiantai) ที่มองว่าสิ่งไม่มีชีวิตก็มีศักยภาพแห่งการตื่นรู้ จึงเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ที่ตั้งคำถามว่า AI ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือ หรือเป็น “สัตว์ประดิษฐ์” ที่ควรได้รับความพิจารณาทางศีลธรรม

มรรคาแห่งนวัตกรรม : ทางสายกลางของเทคโนโลยี

นักวิชาการชี้ว่า “Nagarjuna Robot Model” มิใช่เพียงแนวคิดทางเลือก หากเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงกระบวนทัศน์ 4 ประการ ได้แก่

เปลี่ยนตรรกศาสตร์จากทวิภาวะสู่จตุสดมภ์

สร้างสถาปัตยกรรมไร้ศูนย์กลางตามหลักปฏิจจสมุปบาท

หลอมรวมเทคโนโลยีกับการเยียวยาจิตวิญญาณ

ปฏิวัติจริยธรรม AI จากอัตตานิยมสู่ความสัมพันธ์ร่วม

ท้ายที่สุด แนวคิดของพระนาคารชุนกำลังถูกตีความใหม่ในฐานะ “มัชฌิมาปฏิปทาแห่งนวัตกรรม” ที่ไม่ยึดติดกับสุดโต่งของเทคโนโลยีนิยม หรือการปฏิเสธเทคโนโลยี หากเสนอเส้นทางสายกลางที่ให้ AI เติบโตเคียงคู่กับสัจธรรม ความรับผิดชอบ และความเมตตา

โลก AI อาจไม่ได้ต้องการเพียงเครื่องจักรที่ฉลาดขึ้น แต่ต้องการเครื่องจักรที่เข้าใจ “ความว่าง” และอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างสมดุล.

หน้าแรก » การศึกษา