วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 02:02 น.

การศึกษา

“ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ถอดบทเรียน INT มหิดล ครบ 10 ปี สู่การขับเคลื่อนนวัตกรรม

วันจันทร์ ที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.14 น.

“ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ถอดบทเรียน INT มหิดล ครบ 10 ปี สู่การขับเคลื่อนนวัตกรรม

 

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเผยทิศทางการขับเคลื่อนประเทศสู่ “เศรษฐกิจนวัตกรรม” ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงอย่างยั่งยืน พร้อมชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับบทบาทของประเทศจาก “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” สู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” โดยสะท้อนมุมมองจากประสบการณ์การพัฒนาและขับเคลื่อนกลไกนวัตกรรม ของสถาบัน INT มหิดล ในโอกาสครบรอบ 10 ปีของสถาบัน INT ครบรอบ 10 ปี กับบทบาท “ตัวเชื่อม” นวัตกรรมไทย

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาวงการนวัตกรรมไทยได้ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งในด้านการเติบโตของงานวิจัยและความพยายามในการต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ INT (อิ๊นท์) ม.มหิดล ได้ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญในการผลักดันงานวิจัยจาก “หิ้งสู่ห้าง” อย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงการบริหารของ อ.เชน ยศชนัน INT ได้ถูกยกระดับให้ทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” หรือ Connector ของระบบนิเวศนวัตกรรม ผ่านการพัฒนายุทธศาสตร์ L.I.F.T Strategy ที่เชื่อมโยง 4 มิติสำคัญ ได้แก่

Local Link: การเชื่อมโยงเครือข่ายภายในประเทศ  International Link: การขยายเครือข่ายสู่ต่างประเทศและศูนย์บ่มเพาะระดับโลก Future Link: การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต Technological Enabler: การสร้าง ecosystem และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม

อย่างไรก็ตาม อ.เชน ชี้ให้เห็นว่าบทเรียนสำคัญจากการขับเคลื่อน INT สะท้อนได้ว่า ความท้าทายของระบบวิจัยไทยไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพของบุคลากร แต่คือ “กลไกเชื่อมโยง” ที่ยังไม่สมบูรณ์ในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้จริง

“ผมมองว่า ปัญหาของนวัตกรรมไทยไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของคน เพราะพื้นฐานคนไทยมีศักยภาพและสามารถปรับตัวได้ดี แต่สิ่งที่ยังขาดคือระบบนิเวศที่สามารถเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่การใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงในอดีต นักวิจัยมักถูกจำกัดอยู่ในกรอบของการตีพิมพ์หรือการขอตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งไม่ใช่แรงจูงใจที่แท้จริง”

จากโจทย์ดังกล่าว INT จึงถูกวางบทบาทให้เป็น “ตัวกลาง” ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่าง โดยทำหน้าที่เปรียบเสมือน “น้ำ” ที่มีความยืดหยุ่น สามารถไหลไปเชื่อมโยงทุกภาคส่วน และผลักดันงานวิจัยจากต้นน้ำสู่การใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและพาณิชย์ มุ่งเน้นความคล่องตัวสูงเพื่อตอบโจทย์ภาคเอกชน ผ่านกลไก 'Speed Dating' จับคู่นวัตกรรมกับความต้องการของธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ"

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของสถาบัน INT ในมุมมองของ อ.เชน คือการสร้าง “ความหวัง” ที่จับต้องได้จริง เปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ของวงการวิชาการไทย โดยย้ำเสมอว่า “งานวิจัยนอกจากจะเปลี่ยนชีวิตคนอื่นแล้ว ต้องสามารถเปลี่ยนชีวิตคนทำได้ด้วย" เสมือนในต่างประเทศที่นักวิจัยสามารถต่อยอดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่การสร้างมูลค่า หากเห็นผลตอบแทนที่คุ้มค่า ก็จะเกิดแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมที่มีคุณภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ผมเชื่อว่าสถาบัน INT หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีบทบาทเดียวกัน จะเป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ เพราะนวัตกรรมคือโครงสร้างพื้นฐานเดียวที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีรายได้สูงอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และมีเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ให้ประเทศเห็นความได้เปรียบและศักยภาพที่จะก้าวไปสู่เทคโนโลยีระดับสูงได้เช่นกัน” อ.เชน ยศชนัน กล่าว

ปลดล็อกข้อจำกัด เลิกติดหล่ม Quick Win มุ่งลงทุน Deep Tech ระยะยาว  -  ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้ให้ความเห็นต่อไปว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านงบประมาณ กฎระเบียบ และรูปแบบการลงทุน โดยเฉพาะวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ระยะสั้น หรือ “Quick Win” ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ที่ต้องอาศัยเวลาและการลงทุนระยะยาว

เพื่อแก้โจทย์ดังกล่าว อ.เชน ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนากลไกสนับสนุนรูปแบบใหม่ โดยยกตัวอย่าง Holding Company หนึ่งในโมเดลที่น่าสนใจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินทุน และเปิดทางให้งานวิจัยสามารถเติบโตจากช่วงบ่มเพาะไปสู่ระดับอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง โดยกลไกดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็น “สะพานทุน” ในช่วงรอยต่อสำคัญ ช่วยประคับประคองงานวิจัยในระยะเริ่มต้น ก่อนส่งต่อให้ Venture Capital (VC) เข้ามาร่วมลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

              ชู "Wellness Economy" เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนโลก -  จากประสบการณ์การขับเคลื่อนนวัตกรรม อ.เชน มองว่า ประเทศไทยควรใช้ Wellness และ Health Innovation เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ ทั้งด้านการแพทย์ สมุนไพร และความหลากหลายทางชีวภาพ “ไทยมีจุดแข็งด้าน Wellness อยู่แล้ว หากเรายกระดับนวัตกรรมด้านนี้ให้เป็น Flagship จะสามารถดึงดูดทั้งคนเก่ง บริษัทเทคโนโลยีและนักลงทุนจากทั่วโลกให้เข้ามาตั้งฐานในประเทศได้ ซึ่งในระยะยาวสิ่งนี้จะเป็นหัวหอกขับเคลื่อนและต่อยอดให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ เติบโตตามไปด้วย” อ.เชนกล่าว

มองไปข้างหน้า: พลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่แหล่งสร้างรายได้จากนวัตกรรม -  อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่สะท้อนแนวคิดจากการพัฒนาสถาบันฯ INT คือการผลักดันให้มหาวิทยาลัยไทยเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้การศึกษา ไปสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจนวัตกรรม” ที่สามารถสร้างรายได้จากผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา "ในอนาคต รายได้หลักของมหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาค่าเทอม ไปสู่รายได้ที่เกิดจากผลผลิตทางนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนฟรี หรือการที่นักศึกษาสามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียนเพื่อดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยมหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและยุติการกระจุกตัวของโอกาสในเมืองหลวง"

พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ยังได้ให้นิยามถึงมหาวิทยาลัยแห่งอนาคตในรูปแบบ "มหาวิทยาลัยไร้รั้ว" เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ที่จะหลอมรวมเข้ากับศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจและภาคธุรกิจ เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้ามาสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้และเศรษฐกิจนวัตกรรมที่ยั่งยืน

 

 

ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

 
 

หน้าแรก » การศึกษา