วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 01:58 น.

การศึกษา

​​​​​​​เปิดมิติใหม่ ‘พิธีเบิกเนตร’ นักวิชาการชี้ไม่ใช่ไสยศาสตร์ แต่คือกลไกปลุก ‘ธรรมจักษุ’ มนุษย์ 

วันจันทร์ ที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

งานวิเคราะห์เชิงลึกเผย “พิธีเบิกเนตร” ในพุทธศาสนาเป็นมากกว่าพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ หากคือการบูรณาการหลักธรรมจากพระไตรปิฎก เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ศิลปะ และจิตวิญญาณ เพื่อจุดประกายการตื่นรู้ภายในของมนุษย์ 

วงการวิชาการพุทธศาสนาเผยผลการศึกษาครั้งสำคัญเกี่ยวกับ “พิธีเบิกเนตร” หรือพิธีพุทธาภิเษก โดยชี้ให้เห็นว่าพิธีกรรมดังกล่าวมิใช่เพียงความเชื่อเชิงไสยศาสตร์ หากแต่เป็น “นวัตกรรมเชิงสัญลักษณ์” ที่บูรณาการหลักธรรมจากพระไตรปิฎกเข้ากับบริบททางวัฒนธรรมและสังคมอย่างลึกซึ้ง

รายงานระบุว่า ในช่วงพุทธกาลและกว่า 300 ปีแรกหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า พุทธศาสนายังไม่มีการสร้างพระพุทธรูปในลักษณะมนุษย์ แต่ใช้สัญลักษณ์ เช่น ธรรมจักร รอยพระพุทธบาท และพระสถูป เป็นตัวแทนแห่งการระลึกถึง ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาแพร่เข้าสู่อาณาจักรคันธาระ จึงเริ่มเกิดการผสมผสานศิลปะกรีก-โรมัน จนนำไปสู่การสร้างพระพุทธรูปอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่เพียงเป็นพัฒนาการทางศิลปะ แต่ยังสะท้อน “ความต้องการทางจิตวิทยา” ของมนุษย์ที่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวที่จับต้องได้ ส่งผลให้เกิดพิธีกรรมสำคัญอย่าง “การเบิกเนตร” ซึ่งทำหน้าที่แปรสภาพวัตถุให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการตื่นรู้

นักวิชาการอธิบายว่า แก่นแท้ของพิธีเบิกเนตรอยู่ที่แนวคิดเรื่อง “การมองเห็น” ซึ่งในบริบทเอเชียมีนัยยะทางจิตวิญญาณสูง โดยเฉพาะแนวคิด “ทรรศนะ” ในศาสนาฮินดู ที่หมายถึงการมองเห็นและถูกมองเห็นโดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่ในพุทธศาสนา แนวคิดนี้ถูกยกระดับเป็น “ดวงตาที่บริสุทธิ์” ซึ่งหมายถึงการเห็นสัจธรรมตามความเป็นจริง

หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์อยู่ที่การเชื่อมโยงพิธีเบิกเนตรเข้ากับหลัก “จักษุ 5 ประการ” ในพระไตรปิฎก ได้แก่ มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ พุทธจักษุ และสมันตจักษุ ซึ่งสะท้อนตั้งแต่มิติการมองเห็นทางกายภาพ ไปจนถึงการรู้แจ้งระดับสูงสุด การเปิดดวงตาของพระพุทธรูปจึงเป็นสัญลักษณ์ของการอัญเชิญคุณสมบัติเหล่านี้มาสู่โลกมนุษย์

ขณะเดียวกัน งานศึกษายังชี้ให้เห็นว่า เป้าหมายที่แท้จริงของพิธีไม่ได้อยู่ที่องค์พระปฏิมา แต่คือการ “เปิดธรรมจักษุ” ของผู้เข้าร่วมพิธี ซึ่งหมายถึงการตระหนักรู้ในอริยสัจ 4 โดยเฉพาะหลักความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง

อีกประเด็นสำคัญคือการใช้บทสวด “อเนกชาติสังสารัง” ซึ่งถือเป็นปฐมพุทธภาษิตหลังการตรัสรู้ มาเป็นจุดสูงสุดของพิธี เพื่อสื่อถึงชัยชนะเหนือกิเลสและการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร นักวิชาการมองว่า นี่คือการ “ปลุกพระพุทธรูปให้มีชีวิตเชิงสัญลักษณ์” ในฐานะตัวแทนแห่งการตรัสรู้

ในมิติทางวัฒนธรรมท้องถิ่น พิธี “สวดเบิก” ของล้านนาได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างของการผสมผสานศาสนากับภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างกลมกลืน โดยมีเอกลักษณ์คือการสวดแบบประสานเสียงตลอดคืน การใช้ “สีผึ้งปิดตาพระ” ก่อนพิธี และการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านสายสิญจน์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสามัคคีและอัตลักษณ์ทางสังคม

นักวิจัยยังได้นำเสนอโมเดล “VAW” เพื่ออธิบายผลกระทบของพิธีกรรมต่อสังคม โดยพบว่าพิธีเบิกเนตรช่วยสร้างคุณค่าทางจิตใจ (Value) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมส่วนบุคคล (Ascendent) และหล่อหลอมวิถีชีวิตของชุมชน (Way of Life) ให้เกิดความสงบและยึดโยงกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รายงานเตือนถึงความเสี่ยงในยุคปัจจุบันที่พิธีกรรมอาจถูกบิดเบือนเป็น “พุทธพาณิชย์” หรือถูกใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางความเชื่อ เช่น การขอเลขหรือโชคลาภ ซึ่งอาจเบี่ยงเบนจากแก่นแท้ของคำสอน

บทสรุประบุว่า พิธีเบิกเนตรจะบรรลุเป้าหมายสูงสุดก็ต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนจากการบูชาภายนอก สู่การตื่นรู้ภายในของผู้ศรัทธาได้อย่างแท้จริง โดยใช้พระพุทธรูปเป็น “กระจกสะท้อนสัจธรรม” มากกว่าวัตถุศักดิ์สิทธิ์

นักวิชาการทิ้งท้ายว่า “การเปิดตาของพระพุทธรูป ไม่สำคัญเท่าการเปิดตาของมนุษย์” และนั่นคือหัวใจของพุทธศาสนาในทุกยุคสมัย.
 

หน้าแรก » การศึกษา