วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 02:23 น.

การศึกษา

"ลิณธิภรณ์"  ชี้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม  สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย เสนอ 3 มาตรการ เร่งแก้แต่ต้นเหตุ

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.40 น.

"ลิณธิภรณ์"  ชี้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม  สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย เสนอ 3 มาตรการ เร่งแก้แต่ต้นเหตุ เสริมการเรียนรู้เด็กไทยมุ่งเน้น “ความเห็นอกเห็นใจ” (empathy) เพื่อลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในสังคมและโรงเรียน

เมื่อวันที่  21 กุมภาพันธ์  2569 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีต รมช.ศึกษาธิการ โพสต์ข้อความในเพจส่วนตัว กล่าวถึงกรณี  นายแอลปืนคลั่ง จ.ปทุมธานี และบุคคลใช้อาวุธ อ.คุระบุรี จ.พังงา ทำให้สถานศึกษาหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น 

นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวว่า  ช่วง 2 วันที่ผ่าน เราพบเห็น ข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม หลายครั้งแม้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยตรง แต่มีแรงสะเทือนมาถึงห้องเรียนเสมอ ทั้งเด็ก ครู และครอบครัวต้องเผชิญความกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัย

ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำในช่วงเวลาไม่นานที่ผ่านมา โรงเรียนมักกลายเป็นพื้นที่รับแรงกระแทกก่อนเสมอ ทั้งต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว สื่อสารกับผู้ปกครองทันที และประคองบรรยากาศการเรียนรู้ในช่วงเวลาที่เปราะบาง

นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวต่ออีกว่า จากที่ดิฉันได้มีโอกาสสัมผัส หลายโรงเรียนมีแผนรับมือวิกฤตอยู่แล้ว และบางแห่งทำได้ดีมาก ทั้งการซ้อม การสื่อสาร และการดูแลเด็กในสถานการณ์จริง ขณะเดียวกันก็ยังเห็นว่าความพร้อมแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ 

จึงเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ

 1.ให้มีแผนการจัดทำเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ มีแผนการฝึกซ้อมชัดเจนในทุกเดือน ในทุกโรงเรียน เข้าถึงได้ในทุกโรงเรียน ทุกพื้นที่ เพื่อให้เด็กและครูทุกแห่งได้รับความคุ้มครองในมาตรฐานเดียวกัน 

2.การเสริมความเข้าใจในครูและนักเรียน มุ่งเน้นการลงโทษ ทางวินัยเด็กในเชิงบวก เน้น “ความเห็นอกเห็นใจ” (empathy) “การพูดความรุู้สึก” แทนการลงโทษ  และไม่มองข้ามการบูลลี่ที่เกิดในนักเรียน ดูแลทั้งคนโดนกระทำ และคนกระทำ  เพื่อลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในโรงเรียนทุกรูปแบบ 

3.ปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย เห็นชัดคือเรื่องสุขภาพจิตการเข้าถึงบริการด้านจิตวิทยายังแตกต่างกันตามพื้นที่และทรัพยากร การเพิ่มระบบคู่สายเพื่อรับฟังปัญหา คลายความกังวล รวมถึงแยกแยะและติดตามกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในชุมชนเพื่อบรรเทาหรือบำบัดรักษาทางจิตใจ ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ความปลอดภัยทางใจควรเป็นพื้นฐานของการศึกษาของเด็กไทยและคนในชุมชน 

ท้ายที่สุด คำถามนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระบบการศึกษา แต่ขยายไปถึงสังคมที่เราอยากเห็นร่วมกัน สังคมที่เด็กควรเติบโตได้โดยไม่ต้องคุ้นชินกับความรุนแรง

และโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่วางใจได้จริง
การสร้างสังคมที่ปลอดภัยและไร้ความรุนแรง จึงไม่ใช่ภาระของโรงเรียนเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเราทุกคน

“เพราะการศึกษาที่มีความหมาย ควรเริ่มต้นจากการที่เด็กต้องรู้สึกปลอดภัย เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น เพื่อให้พร้อมจะเติบโต ทั้งในห้องเรียน และในสังคมที่เขาต้ออยู่ร่วมกับผู้อย่างเข้าใจค่ะ” นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าว.
 

หน้าแรก » การศึกษา