วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 02:29 น.

การศึกษา

พลิกหน้าประวัติศาสตร์ไท: งานวิจัยใหม่ชี้รากพุทธศาสนาฝังลึกในวัฒนธรรม “ข้ามไห้–ปุด” ก่อนยุคสุโขทัยกว่าพันปี

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.26 น.

งานศึกษาทางมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ศาสนาชิ้นสำคัญของ David Holm กำลังสั่นคลอนกรอบคิดกระแสหลักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับกลุ่มชาติพันธุ์ไทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเสนอว่า ร่องรอยพุทธศาสนาได้หยั่งรากในกลุ่มผู้พูดภาษาตระกูลไท-กะไดมาตั้งแต่เกือบสองพันปีก่อน ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นในยุคสุโขทัยหรือล้านนาอย่างที่เคยเข้าใจกัน

หัวใจของข้อค้นพบนี้อยู่ที่การวิเคราะห์คำว่า “ปุด” (Put/Pât) และพิธีกรรม “ข้ามไห้” (Khảm Hải) ซึ่งปรากฏในวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์จ้วง ไต่ และนุง บริเวณเขตภูเขาหินปูนทางตอนใต้ของจีนและตอนเหนือของเวียดนาม

“ปุด” จากพุทธ: ร่องรอยเสียงโบราณที่ย้อนไปถึงยุคฮั่น

หนึ่งในหลักฐานที่ทรงพลังที่สุดคือคำว่า “ปุด” ซึ่งใช้เรียกนักบวชหรือผู้ประกอบพิธีกรรมในชุมชนไทตอนเหนือ งานนิรุกติศาสตร์พบว่า คำนี้สัมพันธ์กับอักษรจีน 佛 (พระพุทธเจ้า) ซึ่งในภาษาจีนยุคฮั่นตอนปลายออกเสียงใกล้เคียง /but/

เมื่อเสียงดังกล่าวถูกยืมเข้าสู่ระบบภาษาไท-กะได จึงกลายรูปเป็น “ปุด” หรือ “ป้าต” และยังคงรักษาร่องรอยเสียงโบราณไว้ได้อย่างน่าทึ่ง นักวิชาการชี้ว่า นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ากลุ่มไทบางส่วนรับแนวคิด “พุทธ” ตั้งแต่ก่อนการแพร่ขยายของเถรวาทแบบลังกาวงศ์หลายศตวรรษ

น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การใช้อักษรจีนรูปแผลง 仸 เขียนคำเรียกตำแหน่ง “ปุด” และ “แถน” (เทพฟ้าสูงสุดของไท) สะท้อนการหลอมรวมระหว่างคติพุทธกับศาสนาผีพื้นบ้าน จนเกิดปรากฏการณ์ที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่า “คนทรงเจ้าผู้รู้หนังสือ” (Literate Shamanism) — หมอผีที่ใช้คัมภีร์และตัวบทอักษรควบคู่กับพิธีกรรมเข้าทรง

“ข้ามไห้” กับจักรวาลเขาพระสุเมรุ

อีกหนึ่งปริศนาที่งานวิจัยนี้คลี่คลายคือพิธีกรรม “ข้ามไห้” หรือ “การข้ามทะเล” ซึ่งปรากฏในบทสวดของหมอผีบนพื้นที่ภูเขาห่างทะเลหลายร้อยกิโลเมตร

คำอธิบายไม่ได้อยู่ที่ภูมิศาสตร์กายภาพ หากแต่อยู่ในจักรวาลวิทยาแบบอินเดีย โดยเฉพาะคติ Mount Meru (เขาพระสุเมรุ) ที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรหลายชั้น การเดินทาง “ข้ามทะเล” จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางทางจิตวิญญาณของหมอผี เพื่อเข้าเฝ้าเทพแถนหรือข้ามภพภูมิ

องค์ประกอบในพิธี เช่น กระพรวนโลหะ โซ่เสียงกังวาน และเครื่องตั้งบูชารูปแบบมณฑล ยังมีความสอดคล้องกับพิธีกรรมแบบวัชรยาน โดยเฉพาะชุด “วัชระและกระดิ่ง” ที่ใช้ในพุทธศาสนาทิเบต สะท้อนการรับแม่พิมพ์พิธีกรรมจากอินเดียแล้วผสานกับชั้นหินฐานความเชื่อดั้งเดิมของไทอย่างแนบเนียน

ยาวจี๋: ประตูทะเลแห่งอารยธรรม

บริบททางประวัติศาสตร์ชี้ว่า พื้นที่ที่ชาวจีนโบราณเรียกว่า Jiaozhi (เจียวจื่อ/ยาวจี๋) บริเวณอ่าวตังเกี๋ย คือศูนย์กลางการค้าทางทะเลสำคัญในยุคราชวงศ์ฮั่น ก่อนเมืองกว่างโจวจะรุ่งเรือง

เส้นทางสายไหมทางทะเลไม่เพียงลำเลียงสินค้า แต่ยังนำพาพราหมณ์ พระภิกษุ และคัมภีร์จากอินเดียเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ พุทธศาสนาแบบมหายานและลี้ลับจึงหยั่งรากในภูมิภาคนี้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษแรก ก่อนที่เถรวาทแบบลังกาวงศ์จะแผ่ขยายลงสู่รัฐไทในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

หลักฐานจารึกในถ้ำภูเขาหินปูนที่กว่างซี เช่น บันทึกเกี่ยวกับการบูชาพระอรหันต์ในศตวรรษที่ 10–11 ตอกย้ำว่าพื้นที่ภูเขาเหล่านี้เคยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาแบบมหายาน-วัชรยาน และต่อมาถูกหลอมรวมเข้ากับลัทธิคนทรงพื้นเมือง

เขียนประวัติศาสตร์ไทใหม่

รายงานวิจัยสรุปว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไทไม่ได้เป็นเพียง “ผู้รับ” อารยธรรมจากภายนอกเมื่ออพยพลงใต้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าและการแลกเปลี่ยนทางปัญญาระดับภูมิภาคตั้งแต่ยุคฮั่น

“ข้ามไห้” และ “ปุด” จึงเปรียบเสมือนฟอสซิลทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต บ่งชี้ถึงกระบวนการหลอมรวม (Syncretism) อันซับซ้อน ระหว่างพุทธศาสนาแบบมหายาน-วัชรยาน ลัทธิเต๋า และลัทธิผีบรรพชน

ภาพประวัติศาสตร์ใหม่ที่ปรากฏ คือความเป็นไทซึ่งก่อรูปขึ้นจากการต่อรองทางอำนาจ ความรู้ และศาสนาตลอดกว่าสองพันปี มิใช่เพียงผลผลิตของการรับเถรวาทในยุครัฐจารีต หากแต่เป็นรากเหง้าลึกที่เชื่อมโยงภูเขาหินปูนแห่งกว่างซี อ่าวตังเกี๋ย และจักรวาลเขาพระสุเมรุเข้าด้วยกันในโครงสร้างความเชื่อเดียว

นักวิชาการชี้ว่า การทำความเข้าใจรากฐานนี้ ไม่เพียงช่วยเติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์ แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ต่ออัตลักษณ์ไทในฐานะผู้ร่วมสร้างอารยธรรม ไม่ใช่เพียงผู้สืบทอดจากภายนอก.
 

หน้าแรก » การศึกษา