วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569 03:09 น.

การศึกษา

ไทยไม่ก้าวสู่ผู้นำ Deep Tech โลก เหตุติด “ห้องสอบเทคโนโลยี” ปมโครงสร้าง “4 ท่อเชื่อม

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.19 น.

บทวิเคราะห์เชิงระบบเปรียบเทียบไทยกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ชี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนเก่งหรือเงินทุน แต่เกิดจากการออกแบบระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยังขาด “4 ท่อเชื่อม” ตั้งแต่กรอบความคิด การวิจัย เงินทุน ไปจนถึงยุทธศาสตร์ชาติ ทำให้ไทยผลิตนักเรียนเก่งสอบ แต่ยังไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกได้

บทวิเคราะห์เชิงนโยบายด้านเทคโนโลยีระดับชาติ เปิดเผยภาพเปรียบเทียบความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศไทยกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ผ่านกรอบแนวคิด “4 ท่อเชื่อม” ซึ่งประกอบด้วย Mindset, Research, Capital และ Strategy ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักของไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนบุคลากรหรือเงินทุน แต่เกิดจากการออกแบบระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ให้เกิดการสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลกได้

ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ Deep Tech และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นตัวกำหนดอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศมหาอำนาจต่างเร่งลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น ข้อมูลจาก World Intellectual Property Organization ระบุว่าในปี 2024 การใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของโลกมีมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดย China ขึ้นเป็นประเทศอันดับหนึ่งด้านการลงทุน R&D ที่ 785.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้า United States ที่ลงทุน 781.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลีใต้ ต่างมีสัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยต่อ GDP มากกว่า 3% ขึ้นไป

ในทางกลับกัน ประเทศไทยมีการลงทุนด้าน R&D เพียงประมาณ 1.14–1.16% ของ GDP และมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 6.6–7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำเทคโนโลยี

วิเคราะห์ “4 ท่อเชื่อม” ตัวชี้วัดความสำเร็จด้านเทคโนโลยี
รายงานชี้ว่า ประเทศที่สามารถสร้างเทคโนโลยีระดับโลกได้ต้องมีโครงสร้าง “4 ท่อเชื่อม” ทำงานร่วมกัน ได้แก่

1. Mindset – กรอบความคิดและการศึกษา
ประเทศมหาอำนาจให้ความสำคัญกับการฝึกให้เด็กตั้งคำถาม ทดลอง และแก้ปัญหา มากกว่าการท่องจำ เช่น สหรัฐใช้ระบบ Project-based learning ขณะที่จีนได้ประกาศยุทธศาสตร์สอน AI ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา

ตรงกันข้าม ระบบการศึกษาไทยยังเน้นการสอบแข่งขันและการท่องจำ ส่งผลให้ผลิต “ผู้สอบผ่าน” มากกว่าผู้สร้างนวัตกรรม

2. Research – การวิจัยสู่การใช้งานจริง
สหรัฐมีระบบถ่ายทอดเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยสู่ภาคธุรกิจที่เข้มแข็ง หลังออกกฎหมาย Bayh–Dole Act ในปี 1980 ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถถือสิทธิบัตรและนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้

ในขณะที่จีนเร่งสร้างฐานสิทธิบัตรระดับโลก โดยมีการยื่นจดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก

สำหรับประเทศไทย แม้มีผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการจำนวนมาก แต่จำนวนสิทธิบัตรต่อประชากรยังต่ำมาก ส่งผลให้เกิดปัญหา “งานวิจัยขึ้นหิ้ง”

3. Capital – โครงสร้างเงินทุนสำหรับ Deep Tech
สหรัฐและจีนมีระบบเงินทุนที่พร้อมรับความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะกองทุน Venture Capital ขนาดใหญ่

ขณะที่ไทยเผชิญปัญหาการขาดเงินลงทุนระยะขยายธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Series B/C Crunch ทำให้สตาร์ทอัพเทคโนโลยีจำนวนมากไม่สามารถเติบโตสู่ระดับโลกได้

4. Strategy – ยุทธศาสตร์ชาติ
จีนใช้ยุทธศาสตร์แบบรัฐนำ เช่นแผน Made in China 2025 และยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ ทำให้การศึกษา การวิจัย และอุตสาหกรรมเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ขณะที่สหรัฐใช้กลไกตลาดและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม

ส่วนประเทศไทย แม้มีแผนยุทธศาสตร์หลายฉบับ เช่นแผน AI แห่งชาติ แต่ยังประสบปัญหาการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานรัฐ ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายขาดความต่อเนื่อง

ไทยต้องก้าวพ้น “กับดักห้องสอบ”
บทวิเคราะห์สรุปว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ แต่ยังติดอยู่กับโครงสร้างระบบที่ไม่สามารถแปลงความรู้ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า การปฏิรูปประเทศควรมุ่งแก้ไขโครงสร้างทั้ง 4 ด้าน ได้แก่

ปฏิรูปการศึกษาให้เน้นการคิดวิเคราะห์และการทดลอง

เร่งสร้างระบบถ่ายทอดเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยสู่ภาคธุรกิจ

พัฒนาเงินทุนระยะยาวสำหรับ Deep Tech

สร้างยุทธศาสตร์เทคโนโลยีแห่งชาติที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ รายงานชี้ว่า หากประเทศไทยยังคงเน้นการสร้าง “ผู้สอบผ่าน” มากกว่าการสร้าง “ผู้สร้างอุตสาหกรรม” ประเทศอาจพลาดโอกาสสำคัญในการแข่งขันในเศรษฐกิจเทคโนโลยีของโลกในอนาคต.
 

หน้าแรก » การศึกษา