วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 02:14 น.

การศึกษา

INT มหิดล กางโรดแมปปลดล็อก IP  ผ่าทางตัน ‘นวัตกรรมไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.50 น.

INT มหิดล กางโรดแมปปลดล็อก IP  ผ่าทางตัน ‘นวัตกรรมไทย’

 

สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเวทีเสวนาหัวข้อ “นวัตกรรมไทย…ทำไมยังไม่โต? ปลดล็อกทรัพย์สินทางปัญญา จาก ‘หิ้ง’ สู่ ‘ตลาดจริง’” ระดมความคิดกูรู 3 ขั้วแกร่ง “มหาวิทยาลัย-เอกชน-สตาร์ทอัพ” ชี้ ทางออกการปลดล็อกงานวิจัยไทยต้องมองข้ามช็อตเกินกว่าแค่คำว่า ‘นวัตกรรม’ แต่ต้องครอบคลุมทั้งความต้องการตลาด มาตรฐานสากล การคุ้มครองสิทธิ์ ตลอดจนการปรับ mindset ของนักวิจัยไทย

 

 

รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบัน INT มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้สาเหตุที่ทำให้งานวิจัยไทยส่วนใหญ่ยังไม่ถูกนำมาสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ เป็นเพราะขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ นอกจากนั้นยังย้ำว่า การจะพางานวิจัยเข้าสู่ตลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับความล้ำสมัยของตัวนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีองค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ อาทิ ความต้องการของตลาด การจดสิทธิบัตรเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ความพร้อมเชิงธุรกิจ ไปจนถึง mindset ของตัวนักวิจัยเอง

“ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ควรถูกมองเพียงแค่เป็นเครื่องมือในการป้องกันการลอกเลียนแบบ แต่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้นักวิจัยและนักนวัตกรรมกล้าที่จะสร้างสิ่งใหม่ ๆ หากไม่มีระบบคุ้มครองที่เหมาะสม คนจำนวนมากก็อาจไม่กล้าใช้เวลา ทรัพยากร และความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกัน ทรัพย์สินทางปัญญายังสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างแรงจูงใจใหม่ให้นักวิจัยไทย ไม่ใช่มุ่งเพียงการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ แต่สามารถสร้างรายได้ สร้างบริษัท Spin-off และได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อจากการแปลงงานวิจัยสู่การใช้งานจริง เมื่อระบบสนับสนุนถูกออกแบบอย่างเหมาะสม เราจะสามารถปลดล็อกศักยภาพของนักวิจัยไทยให้สร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศและสร้าง Impact ได้อย่างต่อเนื่อง” รศ.ดร.วิริยะ กล่าว

สำหรับการเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรม ผู้อำนวยการสถาบัน INT มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ความเห็นว่า ณ ปัจจุบัน ยังคงมีช่องว่างที่เป็นอุปสรรคต่อการเชื่อมต่อนักวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชนให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่องว่างเหล่านั้นมีตั้งแต่ ความแตกต่างด้านความเร็วของกระบวนการทำงานที่ภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้สอดคล้องกับความรวดเร็วของภาคธุรกิจที่ต้องเร่งตอบสนองความต้องการของตลาด หรือช่องว่างในเรื่องเป้าหมายที่ต่างกัน ที่นักวิจัยมุ่งเน้นการตีพิมพ์ผลงาน ในขณะที่ภาคเอกชนมุ่งเน้นเรื่องผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ ไปจนถึงช่องว่างในเรื่องความเข้าใจในบริบทและข้อจำกัดซึ่งกันและกัน ทำให้การเปลี่ยนงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์ทำได้ในยากในเชิงปฏิบัติ

“หน้าที่ของ INT คือการเชื่อมโยงระหว่างต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สองภาคส่วนเข้าใจกันมากขึ้น ปิดช่องว่างที่เป็นอุปสรรคให้แคบลง เพื่อให้ผลงานวิจัยของไทยสร้างผลลัพธ์ออกมาเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์จริง” รศ.ดร.วิริยะ กล่าวเพิ่มเติม

 

 

คุณวิกรานต์ ดวงมณี Head of Intellectual Property and Trade Law, SCG Chemicals Public Company Limited ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ได้ขยายความถึงแนวทางที่ภาคธุรกิจใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจว่าจะ “ผลักดัน” งานวิจัยใด ๆ ในเชิงพาณิชย์ โดยย้ำว่ามูลค่าของนวัตกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความยากหรือความซับซ้อนของการสร้างนวัตกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่นวัตกรรมนั้นต้องตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและที่สำคัญที่สุดคือต้องมี Freedom to Operate (FTO) หรือมีอิสระในการดำเนินการทางธุรกิจได้อย่างปลอดภัยไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น

“ในโลกธุรกิจปัจจุบันภาคเอกชนจำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใน IP ชิ้นหนึ่ง โดยมิติในการพิจารณานั้นเราไม่ได้ดูเพียงแค่ว่าทรัพย์สินทางปัญญาชิ้นนี้ใช้งานได้ไหม โดยเฉพาะสมรภูมิการค้าของโลกดุเดือดและมีการแข่งขันอย่างรุนแรง เราคัดกรอง IP อย่างเข้มข้นผ่าน 2 มิติที่ขาดไม่ได้

1. Demand-Driven Innovation: งานวิจัยต้องมี 'ดีมานด์' รองรับเป็นโซลูชั่นที่มีโอกาสที่ไปสู่ตลาดหรือมีโอกาสที่จะเติบโต 2. Freedom to Operate: นวัตกรรมที่จะไปต่อได้อย่างยั่งยืนจะต้องประเมิณความเสี่ยงในแง่กฎหมาย หากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดกำลังเดินไปชนกำแพงสิทธิบัตรของผู้อื่น ธุรกิจไม่อยาก surprise กับความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องคือต้นทุนมหาศาลที่ทำลายโอกาสเติบโตในระยะยาว  การวางแผน IP Strategy ไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เริ่มโปรเจกต์ (Start with the end in mind) เพื่อให้มั่นใจว่าทุกหยาดเหงื่อและผลงานจากมันสมองของเราจะมีแนวโน้มสามารถในการนำไปต่อยอด ไปสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างสง่างาม ปลอดภัย และสร้างประโยขน์ให้กับอุตสาหกรรมและประเทศได้อย่างแท้จริง" คุณวิกรานต์กล่าว

ถอดสูตรสำเร็จสตาร์ทอัพ Deep Tech ธุรกิจรุ่งหรือรอดต้องอาศัยอะไร? -  ในมุมมองของกูรูผู้คลุกคลีกับการปั้น Research-based Startup ผศ.ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ Chief business officer บริษัท เมติคูลี่ จำกัด ได้วิเคราะห์ถึงสูตรสำเร็จของการนำนวัตกรรมออกจากห้องแล็บสู่ธุรกิจที่สามารถเติบโตได้จริงว่าสตาร์ทอัพส่วนใหญ่มักติดกับดักเรื่องการให้ความสำคัญกับตัวผลงานนวัตกรรมมากเกินไปจนลืมมองความต้องการของตลาดที่แท้จริง

 

 

“สูตรสำเร็จของสตาร์ทอัพที่ spin off และสามารถต่อยอดจนประสบความสำเร็จคือการเข้าใจความต้องการของตลาดตั้งแต่วันที่เริ่มทำงานวิจัย สตาร์ทอัพจำเป็นต้องหา Product-Market Fit ให้เจอตั้งแต่อยู่ในแล็บ นอกจากนั้นสตาร์ทอัพกลุ่ม Deep Tech ยังมีความซับซ้อน เพราะกลุ่มนี้ต้องการการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่เข้าใจธรรมชาติของ Deep tech ว่าเป็นธุรกิจที่ใช้ระยะเวลาในการพัฒนายาวนาน และมีความเสี่ยงสูงกว่าสตาร์ทอัพทั่วไป เพราะฉะนั้นการสนับสนุนในมิติของเงินทุนช่วงต้น  และกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อให้สตาร์ทอัพสามารถดึงดูดเงินทุนจาก VC เพื่อให้งานวิจัยไม่หยุดแค่การจดสิทธิ์ แต่สามารถเติบโตเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้จริง” ผศ.ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ กล่าว

บทสรุป: พลิกนวัตกรรมไทยสู่ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ -  จากการแลกเปลี่ยนมุมมองบนเวทีเสวนา สามารถสรุปบทเรียนสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนของระบบนวัตกรรมไทยได้ใน 3 มิติหลัก ได้แก่  - เปลี่ยนนิยามความสำเร็จ มหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐต้องปรับเกณฑ์การวัดผลนักวิจัยจากการนับจำนวนบทความวิจัย มาเป็นการวัดผลงานนวัตกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง - IP-First & FTO Strategy การวางแผนทรัพย์สินทางปัญญาและการตรวจสอบสิทธิ์ต้องไม่ใช่ส่วนเสริมแต่ต้องเป็น ‘หัวใจ’ ตั้งแต่เริ่มต้นงานวิจัย เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากเอกชน - ระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยืดหยุ่นและเชื่อมโยง โดย INT มหิดล รับบทบาทในฐานะ ‘ตัวเชื่อม’ ที่ประสานรอยต่อระหว่างมาตรฐาน ข้อกฎหมาย เงินทุน และความต้องการของตลาด เพื่อปิดช่องว่างที่งานวิจัยมักหยุดอยู่บนหิ้ง และผลักดันสู่การใช้ประโยชน์ในตลาดได้อย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความเข้าใจด้านการสร้างมูลค่าและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม (Center of Academic and Training Services: CATs) ภายใต้การบริหารจัดการของสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พัฒนาหลักสูตร SMART-IPV : Smart Intellectual Property Valuation Program เพื่อเสริมองค์ความรู้ด้านการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาและการวิเคราะห์ศักยภาพเชิงธุรกิจ สำหรับผู้ที่สนใจต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  : https://int-cats.mahidol.ac.th/courses/smart-ipv

 

ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

หน้าแรก » การศึกษา