วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569 03:05 น.

การศึกษา

“ยศชนัน” กางแผนพลิกโฉมกองทุนอุดมศึกษา จัดทัพใหม่! หนุนงบแบบพุ่งเป้า เชื่อมมหาวิทยาลัย-วิจัย-ท้องถิ่น ดันเป็น New Growth Engine ของประเทศ 

วันอังคาร ที่ 04 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

เมื่อวันที่  4 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบนโยบายในหัวข้อ “บทบาทกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา ในการขับเคลื่อนประเทศสู่ประเทศรายได้สูง” ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา ครั้งที่ 5/2569 โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลักกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.นพ.นรินทร์ หิรัญสุทธิกล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา คณะกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (โยธี) 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ทิศทางสำคัญที่เรากำลังจะขับเคลื่อนร่วมกัน เพื่อพลิกโฉมระบบอุดมศึกษาของประเทศไทยให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลก และตอบโจทย์บริบทของท้องถิ่นอย่างแท้จริง มีประเด็นหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ เรื่องแรก คือ การนำงบประมาณระดับพันล้านบาทที่ถูกแช่ไว้ในระบบเดิม มาปรับใช้ในรูปแบบ "Sandbox" เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมกันนี้ยังเตรียมเปิดโครงการและเดินหน้าแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อุดมศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศทางการศึกษาที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น

เรื่องที่ 2 คือ การจัดสรรงบกองทุนแบบพุ่งเป้า (Mission-driven) โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย มหาวิทยาลัยกลุ่มวิจัยและเทคโนโลยีจะมุ่งเน้นการสร้างกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ในระดับโลก ในขณะที่มหาวิทยาลัยในพื้นที่จะรับบทบาทเป็นกลไกขับเคลื่อนท้องถิ่น (Local Growth Engine) เพื่อตอบโจทย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ ซึ่งการนำมหาวิทยาลัยวิจัยส่วนกลางมาเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่จะช่วยให้การใช้เม็ดเงินลงทุนแก้โจทย์ของประเทศได้ตรงจุดอย่างมีประสิทธิภาพ

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 3 การใช้แนวคิด "Living Lab" เพื่อปฏิวัติรูปแบบการเรียนการสอน โดยผลักดันให้นักศึกษาก้าวออกจากห้องเรียนสี่เหลี่ยมแคบๆ ไปสู่การลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ภายนอก แนวคิดนี้เปรียบเทียบได้กับการที่นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้จากการทำงานจริงในโรงพยาบาล ซึ่งนักศึกษาคณะอื่นๆ อย่างเช่นวิศวกรรมศาสตร์ก็ควรได้รับการสนับสนุนในลักษณะเดียวกัน รวมไปถึงการมุ่งเน้นเสริมพลัง (Empowering) ให้เยาวชนสามารถเข้าสู่สายอาชีพหรือการทำงานได้ตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

เรื่องสุดท้าย ในด้านการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวเป็นศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill/Upskill) เนื่องจากองค์ความรู้ในปัจจุบันล้าสมัย (Obsolete) อย่างรวดเร็ว ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มดำเนินการจัดทำ Skill Mapping เพื่อออกแบบหลักสูตรที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและพื้นที่ (Personalized Curriculum) ยิ่งไปกว่านั้น ยังเปิดกว้างให้มีความร่วมมือกับภาคเอกชนในการสนับสนุนตำแหน่ง "อาจารย์จากภาคอุตสาหกรรม" (Industrial Professor) โดยให้บริษัทเป็นผู้ร่วมสนับสนุนค่าตอบแทน เพื่อยกระดับกำลังคนให้ตอบโจทย์โลกการทำงานจริง

“การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรื้อถอนกำแพงการศึกษาแบบดั้งเดิม โดยเปลี่ยนผ่านบทบาทของมหาวิทยาลัยจากสถานศึกษาที่มอบเพียงใบปริญญา ให้กลายเป็น "กลไกขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต" ที่เชื่อมโยงกับโลกแห่งการทำงานอย่างแนบแน่น การบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน การสร้างหลักสูตรที่ยืดหยุ่น และการเปิดพื้นที่ทดลองจริง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยอุดช่องโหว่ระหว่างทฤษฎีในห้องเรียนกับทักษะแห่งอนาคตที่ตลาดแรงงานต้องการ ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่คล่องตัว ทันสมัย และสามารถผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
 

หน้าแรก » การศึกษา