วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569 01:40 น.

การศึกษา

 สืบสานปัญญา “จำนงค์ ทองประเสริฐ” ชูตรรกศาสตร์ผสานพุทธธรรม สู่แนวคิด “Maha AI Plus” พัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อสันติภาพโลก

วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 09.59 น.

ชูมรดกทางวิชาการปราชญ์แห่งแผ่นดินเป็นแรงบันดาลใจ พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่มีจริยธรรม ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ รู้เท่าทันข่าวปลอม ลดความเกลียดชัง และสร้างสังคมดิจิทัลที่เคารพความแตกต่าง

การเสียชีวิตของศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต อดีตเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน และศิษย์พุทธศาสตรบัณฑิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ในวัย 97 ปี นับเป็นการสูญเสียบุคลากรสำคัญของวงการภาษาไทย ปรัชญา ตรรกศาสตร์ และพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกัน มรดกทางปัญญาของท่านยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ เพื่อรับมือความท้าทายของโลกยุคปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล เทคโนโลยี AI มีบทบาทเพิ่มขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การสื่อสาร และการบริหารภาครัฐ แต่ความก้าวหน้าดังกล่าวมาพร้อมคำถามสำคัญเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข้อมูล อคติของอัลกอริทึม การสร้างข่าวปลอม การแพร่กระจายวาทกรรมเกลียดชัง และความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับมนุษย์

แนวคิดการพัฒนา “มหาเอไอพลัส” (Maha AI Plus) ซึ่งนำเสนอโดย ดร.สำราญ สมพงษ์ จึงเสนอให้พิจารณาการบูรณาการตรรกศาสตร์ พุทธปรัชญา และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ให้ความสำคัญกับเหตุผล จริยธรรม ความเมตตา และสันติภาพ ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพทางเทคโนโลยี

ทั้งนี้ Maha AI Plus เป็นกรอบแนวคิดที่นำเสนอเพื่อการพัฒนาและศึกษาต่อยอด โดยองค์ประกอบต่าง ๆ จำเป็นต้องผ่านการวิจัย การทดสอบ และการประเมินผลอย่างเป็นระบบก่อนสรุปประสิทธิผลในการใช้งานจริง

จำนงค์ ทองประเสริฐ กับรากฐานแห่งตรรกศาสตร์และการคิดอย่างมีเหตุผล

ศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2472 สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคในปี พ.ศ. 2495 และสำเร็จการศึกษาพุทธศาสตรบัณฑิต รุ่นแรกของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2497 ต่อมาศึกษาระดับปริญญาโทด้านปรัชญาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ก่อนอุทิศตนให้กับงานวิชาการ ภาษาไทย และปรัชญาอย่างต่อเนื่อง

ท่านเป็นนักวิชาการผู้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของ มจร. รวมทั้งเป็นอาจารย์สอนวิชาตรรกศาสตร์ให้แก่นิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาอย่างยาวนาน และเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน ระหว่างปี พ.ศ. 2538–2542

คุณูปการสำคัญประการหนึ่งคือการถ่ายทอดความรู้ด้านตรรกศาสตร์และภาษาให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง ผ่านงานวิชาการและผลงานเผยแพร่ความรู้ เช่น “ภาษาของเรา” “ภาษาไทยไขขาน” และ “ภาษาไทย 5 นาที” ซึ่งส่งเสริมการใช้ภาษาอย่างถูกต้องและการสื่อสารอย่างมีเหตุผล

เมื่อนำมาพิจารณาในบริบทปัจจุบัน หลักคิดด้านการนิยามความหมาย การตรวจสอบข้ออ้าง และการแยกแยะเหตุผลที่สมเหตุสมผลออกจากตรรกวิบัติ สามารถนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะรู้เท่าทันสื่อ ตลอดจนออกแบบระบบ AI ที่ต้องอธิบายเหตุผลและตรวจสอบแหล่งข้อมูลได้

จากตรรกศาสตร์สู่ AI ที่เข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์

ปัญหาสำคัญของระบบ AI ในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงความผิดพลาดในการประมวลผล แต่ยังรวมถึงการสร้างคำตอบที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง การสะท้อนอคติจากข้อมูลฝึกฝน และการนำเสนอข้อสรุปที่ดูน่าเชื่อถือทั้งที่หลักฐานไม่เพียงพอ

การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่รับผิดชอบจึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ หลักฐานเชิงประจักษ์ และกรอบจริยธรรมที่เหมาะสม ตรรกศาสตร์สามารถช่วยตรวจสอบโครงสร้างการให้เหตุผล ขณะที่ปรัชญาและพุทธธรรมสามารถเป็นแหล่งแนวคิดสำหรับการพิจารณาความเมตตา ความรับผิดชอบ และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

หนึ่งในแนวคิดที่สามารถนำมาศึกษาต่อยอดได้คือ “จตุสโกฏิ” (Catuskoti) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิจารณาข้อเสนอในสี่ลักษณะ ได้แก่ การยืนยัน การปฏิเสธ การพิจารณาว่าทั้งสองด้านมีนัยสำคัญ และการพิจารณาว่าไม่อาจยืนยันหรือปฏิเสธได้ในกรอบที่กำหนด

แนวคิดนี้มีประโยชน์ในฐานะกรอบปรัชญาสำหรับตั้งคำถามต่อความคิดแบบแบ่งขั้ว และช่วยเตือนให้ผู้พัฒนาระบบพิจารณาความไม่แน่นอนกับความขัดแย้งของข้อมูลอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม จตุสโกฏิไม่ใช่สิ่งเดียวกับตรรกศาสตร์พาราคอนซิสเทนต์สมัยใหม่โดยตรง และการนำไปใช้กับ AI จำเป็นต้องกำหนดนิยาม กฎการอนุมาน และวิธีประเมินผลอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้เลขฐานสองไม่ได้หมายความว่า AI ทุกระบบต้องคิดได้เพียงสองสถานะ เพราะการประมวลผล AI สามารถใช้ความน่าจะเป็น ตรรกศาสตร์หลายค่า และเทคนิคการให้เหตุผลรูปแบบอื่นได้ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การออกแบบระบบให้จัดการความไม่แน่นอน ความขัดแย้ง และบริบททางสังคมได้อย่างเหมาะสม

“Maha AI Plus” เสนอ 3 กลไกหลัก ผสานสติ ปัญญา และสันติวาจา

กรอบแนวคิด Maha AI Plus นำเสนอองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ เพื่อเชื่อมโยงหลักธรรมกับการออกแบบระบบ AI ดังนี้

1. โมเดล SMCMR — เพิ่มขั้นตอนการไตร่ตรองก่อนสื่อสาร

แนวคิดนี้ต่อยอดจากกรอบการสื่อสาร SMCR ด้วยการเพิ่มองค์ประกอบ “มนสิการ” เพื่อเน้นการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนสร้างคำตอบ ในทางวิศวกรรม อาจพัฒนาเป็นกระบวนการตรวจสอบแหล่งข้อมูล ประเมินความไม่แน่นอน ทบทวนบริบท และตรวจสอบความเสี่ยงก่อนเผยแพร่ผลลัพธ์

เป้าหมายคือช่วยลดการตอบสนองที่หุนหันพลันแล่น และลดความเสี่ยงจากการสร้างข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานรองรับ โดยต้องมีการทดสอบประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม

2. โมเดล 14 ส. สื่อเพื่อสันติภาพ — ส่งเสริมการใช้ภาษาที่รับผิดชอบ

แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับสัมมาวาจาและพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาการสื่อสารที่ไม่สร้างความเกลียดชัง ไม่ลดทอนศักดิ์ศรีของบุคคล และเปิดพื้นที่ให้เกิดการสนทนาอย่างสร้างสรรค์

ในทางเทคนิค อาจนำไปพัฒนาเป็นเกณฑ์ประเมินข้อความ ระบบตรวจจับวาทกรรมเกลียดชัง และกลไกปรับปรุงคำตอบให้เหมาะสมกับบริบท โดยต้องระวังไม่ให้การกลั่นกรองกลายเป็นการปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่างโดยไม่เป็นธรรม

3. โมเดล 4 ป. “ปลาพาฉลาด” — สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล

แนวคิดนี้มุ่งให้ AI เป็นผู้ช่วยพัฒนาความสามารถของมนุษย์ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือป้อนคำตอบสำเร็จรูป โดยส่งเสริมการตรวจสอบที่มาของข้อมูล การตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ การประเมินความน่าเชื่อถือ และการรู้เท่าทันกลวิธีหลอกลวงในโลกออนไลน์

หากนำไปพัฒนาอย่างเป็นระบบ อาจช่วยสนับสนุนการศึกษา การตรวจสอบข่าวปลอม และการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยผู้ใช้ยังคงมีบทบาทสำคัญในการใช้วิจารณญาณและตัดสินใจด้วยตนเอง

อรรถศาสตร์กับธรรมาภิบาล AI

แนวคิดจาก “เกาฏิลย อรรถศาสตร์” ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปกครอง การบริหารรัฐกิจ และการจัดการทรัพยากร ยังเป็นอีกแหล่งความคิดที่สามารถนำมาศึกษาเพื่อพัฒนากรอบธรรมาภิบาล AI ได้ โดยเฉพาะหลักการที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของประชาชน การตรวจสอบการใช้อำนาจ และการป้องกันการทุจริต

เมื่อประยุกต์กับโลกดิจิทัล หลักคิดเหล่านี้สามารถนำไปสู่ข้อเสนอเรื่องการตรวจสอบอัลกอริทึม การประเมินอคติของข้อมูล การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว และการกำหนดความรับผิดชอบของผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน

นอกจากนี้ แนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียงเชิงคำนวณ” ยังเสนอให้คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรในการประมวลผลอย่างเหมาะสม ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมอย่างยั่งยืน

ส่วนแนวคิด “ไซเบอร์สังฆะ” สามารถใช้เป็นภาพแทนของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัย นักพัฒนา นักการศึกษา ภาคประชาสังคม และชุมชนผู้ใช้ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตรวจสอบความเสี่ยง และร่วมกันกำหนดหลักปฏิบัติด้านจริยธรรม โดยไม่จำเป็นต้องหมายความว่า AI มีศีลธรรมหรือจิตสำนึกเช่นเดียวกับมนุษย์

เสนอผลักดันตรรกศาสตร์และ AI Literacy สู่การศึกษาไทย

เพื่อให้มรดกทางปัญญาของศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ เกิดประโยชน์ต่อคนรุ่นใหม่อย่างเป็นรูปธรรม มีข้อเสนอให้หน่วยงานด้านการศึกษาและการวิจัยพิจารณาดำเนินการ 3 ด้านสำคัญ

ประการแรก ส่งเสริมการเรียนรู้ตรรกศาสตร์ การคิดเชิงวิพากษ์ และการรู้เท่าทัน AI ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบข้ออ้าง แยกแยะข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น และประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้

ประการที่สอง สนับสนุนการวิจัยร่วมกันระหว่างนักปรัชญา นักวิชาการพระพุทธศาสนา นักภาษาศาสตร์ นักกฎหมาย และวิศวกรคอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาระบบ AI ที่มีมาตรฐานการประเมินด้านความถูกต้อง ความเป็นธรรม ความปลอดภัย และการเคารพสิทธิมนุษยชน

ประการที่สาม พิจารณายกระดับห้องสมุดจำนงค์ ทองประเสริฐ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตวังน้อย ให้เป็นแหล่งรวบรวมผลงานทางวิชาการและพื้นที่ส่งเสริมการศึกษา วิจัย และเผยแพร่ความรู้ด้านตรรกศาสตร์ ปรัชญา ภาษาไทย และจริยธรรมเทคโนโลยี

บทสรุป: ใช้ปัญญานำเทคโนโลยี สร้างสันติภาพจากโลกดิจิทัลสู่โลกจริง

มรดกทางปัญญาของศาสตราจารย์พิเศษ จำนงค์ ทองประเสริฐ เป็นเครื่องเตือนใจว่าความก้าวหน้าของสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้เหตุผล แสวงหาความจริง และรับผิดชอบต่อผลกระทบของการตัดสินใจ

แนวคิด Maha AI Plus จึงเป็นข้อเสนอให้เชื่อมโยงตรรกศาสตร์ พุทธปรัชญา และวิศวกรรม AI เพื่อสร้างระบบที่ไม่เพียงมีความสามารถในการประมวลผล แต่ยังได้รับการออกแบบให้คำนึงถึงความปลอดภัย ความเป็นธรรม และประโยชน์ของมนุษย์

หากได้รับการพัฒนาและประเมินผลอย่างจริงจัง แนวทางดังกล่าวอาจช่วยขยายบทบาทของ AI จากเครื่องมือผลิตข้อมูลไปสู่เครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ การสื่อสารอย่างสันติ และการแก้ปัญหาความขัดแย้งบนพื้นฐานของข้อมูลและเหตุผล

แม้ปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิจะจากไป แต่ผลงานและองค์ความรู้ที่ท่านฝากไว้ยังสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังสานต่อภารกิจสำคัญ นั่นคือการใช้ปัญญาควบคู่คุณธรรม เพื่อให้เทคโนโลยีรับใช้มนุษยชาติ และร่วมกันสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนทั้งในโลกดิจิทัลและโลกแห่งความเป็นจริง

หน้าแรก » การศึกษา

ข่าวในหมวดการศึกษา