วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569 14:15 น.

การศึกษา

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าทรงเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 13.18 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าทรงเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 และการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 4 “การเสริมพลังครูสู่อนาคต: การสร้างสมดุมระหว่างทักษะพื้นฐาน ความเป็นมนุษย์ และสมรรถนะด้าน AI”พร้อมเปิดประสบการณ์สอนจากสุดยอดครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี 13 ประเทศ สร้างนวัตกรรุ่นใหม่ และรับมือเมื่อเผชิญวิกฤตจากภัยพิบัติ

 

 

 

 

 

 


เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 และการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “การเสริมพลังครูสู่อนาคต: การสร้างสมดุมระหว่างทักษะพื้นฐาน ความเป็นมนุษย์ และสมรรถนะด้าน AI” ทรงทอดพระเนตรและทรงรับฟังการนำเสนอผลงานของครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่ 6 ณ อาคารอิมแพค ฟอรั่ม 2 เมืองทองธานี โดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ จาก 13 ประเทศ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง


นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จัดตั้งขึ้นด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้มีผลงานโดดเด่นและสร้างคุณประโยชน์ต่อการศึกษาในระดับนานาชาติ ตลอดจนการยกย่องวิชาชีพครู ซึ่งครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลจากแต่ละประเทศยังคงมุ่งมั่นสร้างคุณประโยชน์อันมีค่ายิ่งต่อการจัดการเรียนการสอนและการศึกษา พร้อมทั้งได้แบ่งปันและพัฒนาความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในการประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้จึงเพื่อเปิดโอกาสให้ครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี พร้อมด้วยครูไทยจากทุกรุ่น ได้นำเสนอผลงานและแบ่งปันความสำเร็จนับตั้งแต่ได้รับพระราชทานรางวัล นอกจากนี้ยังเป็นเวทีให้ผู้นำทางการศึกษาจากประเทศที่เข้าร่วมได้ร่วมแบ่งปันมุมมองทางการศึกษา ตลอดจนเปิดโอกาสให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกัน

 

ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า การประชุม PMCA Forum เป็นเวทีสำหรับการพัฒนาครู โดยกำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ควบคู่กับพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จพระมหาจักรี และจัดต่อเนื่องกับการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งในปีนี้หัวข้อหลักคือ “การเสริมพลังครูสู่อนาคต: การสร้างสมดุมระหว่างทักษะพื้นฐาน ความเป็นมนุษย์ และสมรรถนะด้าน AI” เพื่อสนับสนุนให้ครูสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความท้าทายในปัจจุบัน การประชุมในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 1,200 คน ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตจากประเทศที่เข้าร่วมทั้ง 12 ประเทศ ผู้บริหารจากองค์การระหว่างประเทศ คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ศึกษาธิการจังหวัด ครูเครือข่ายรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครูผู้ได้รับรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ รวมถึงครูรัก(ษ์)ถิ่น และครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลผู้ได้รับทุนพระราชทาน รวมถึงเอกอัครราชทูตไทยและข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ เข้าร่วมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ ทั้งนี้ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่ 6 จะนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการเรียนการสอนตามความเชี่ยวชาญของแต่ละท่าน ส่วนครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ตั้งแต่รุ่นที่ 1-5 ซึ่งถือเป็นเครือข่ายศิษย์เก่าจะร่วมแลกเปลี่ยนในนามทีมวิชาการของแต่ละประเทศ


จากนั้น ครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่ 6 ได้ถวายรายงานการดำเนินงานจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตลูกศิษย์ ดังนี้
1. สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ นายโมฮัมหมัด ชาฟิอุล อิสลาม (Mr. Mohammad Shafiul Islam) ครูผู้สอนวิชา
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาเบงกาลี กล่าวว่า ได้นำประสบการณ์แลกเปลี่ยนในประเทศไทยไปสอนนักเรียนและเพื่อนครูในการใช้เทคโนโลยี และการพัฒนาห้องเรียน ICT เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ พัฒนาผู้เรียนผ่านพลศึกษา กิจกรรมประกอบเพลง การเยี่ยมบ้านนักเรียนที่ยากลำบากโดยส่งเสริมการเรียนรู้ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการซ่อมแซมโรงเรียนที่เสียหายจากภัยพิบัติและแจกหนังสือเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องที่บ้าน

2. ราชอาณาจักรภูฏาน นางสาวชิมี เดมา (Ms. Chimi Dema) ครูผู้สอนภาษาอังกฤษ กล่าวว่า ตนจัดกิจกรรมเรียนรู้
Fun-Learning ทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ ชื่นชมในความสำเร็จเล็กน้อยเพื่อตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง และทำงานร่วมกับผู้ปกครองให้มีส่วนร่วมจัดการเรียนรู้ การเยี่ยมบ้านนักเรียนและการสอนเสริม นอกจากนี้ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและสภาวิชาชีพครูเพื่อส่งเสริมวิชาชีพครู และการส่งเสริมให้นักเรียนได้เป็นนักเขียนรุ่นใหม่เพื่อสร้างรายได้

3. เนการาบรูไนดารุสซาลาม นางชาริฟะฮ์ บินติ ฮาจี โมห์ด ชาห์ลัน (Mrs. Shahrifah binti Haji Mohd Shahlan) ครูสอนวิทยาการคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า การเตรียมนักเรียนให้สามารถสร้างนวัตกรรมแก้ปัญหาในชุมชน เช่น การสร้างแอปพลิเคชันสั่งอาหารในห้องอาหาร หรือแอปพลิเคชันเตือนโคลนถล่มในพื้นที่ จำเป็นต้องมีประสบการณ์เรียนรู้อย่างผสมผสาน โดยครูต้องมีส่วนร่วมสนับสนุนองค์ความรู้พื้นฐาน เช่น มนุษยธรรม วิทยาศาสตร์ ไอที เพื่อสร้างโมเดลทางธุรกิจ ฝึกการขายและการนำเสนอผลงาน โดยพบว่า นักเรียนที่ลงเรียนสามารถนำไปสร้างแบบจำลองนวัตกรรม (Prototype) ที่ใช้งานได้จริงถึง 30 โครงงาน และได้ประสานงานกับสถาบันเทคโนโลยีและกระทรวงศึกษาธิการออกแบบหลักสูตรดิจิทัล เพื่อส่งผลต่อนักเรียนรุ่นถัดไป

4. ประเทศอินโดนีเซีย นางอาเด ปูตรี ซาร์เวนดะห์ (Mrs. Ade Putri Sarwendah) ครูสอนการศึกษาพิเศษ กล่าวว่า
เบื้องหลังผลงานจากนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษคือกระบวนการที่นักเรียนได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพ โดยจัดทำโครงการส่งเสริมศักยภาพนักเรียนผ่านศิลปะ และกิจกรรม ABEKHA Farm เพื่อให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษและนักเรียนทั่วไปสามารถพึ่งพาตนเองได้ เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงทางการเกษตร และสร้างสื่อปฏิสัมพันธ์ตอบโต้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการสำหรับพัฒนาผู้พิการ

5. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นางบุนมา โพธิลาด (Mrs. Bounma Phothilath) ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูสอนวิชาเคมีและชีววิทยา กล่าวว่า โรงเรียนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ อาคารถล่ม และบ้านพักของครูได้รับความเสียหาย ขาดอาหารและที่อยู่อาศัย แต่คิดว่าเราต้องเป็นที่พึ่งให้กับนักเรียนและครู จึงตัดสินใจลุกขึ้นระดมทุนจากภาคส่วนต่างๆเพื่อฟื้นฟูโรงเรียนจนสามารถจัดการเรียนการสอนได้อีกครั้ง

6. ประเทศมาเลเซีย ทีเอส. โมฮัมหมัด รอสนิซัม บิน โมฮัมหมัด ยูซอฟ (Ts. Mohd Rosnizam bin Mohd Yusoff) ครูอาชีวศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและนักเทคโนโลยีมืออาชีพ กล่าวว่า โรงเรียนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีจึงเป็นการเตือนใจให้ก้าวข้ามอุปสรรคและต้องเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียน จึงทำงานร่วมกับชุมชนและได้เรียนรู้ข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศไทยที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้เกษตรกรรมและอาชีวศึกษา จากนี้จะมุ่งมั่นขยายผลจาก 1 ห้องเรียนไปยังสถาบันจากความร่วมมือร่วมกับประเทศไทย


7. ประเทศมองโกเลีย นางอุยังกะ อาดิยาสุเรน (Mrs. Uyanga Adiyasuren) ครูและผู้จัดการฝึกอบรมที่โรงเรียนอาชีวศึกษาเอเนเรล กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษระดับอาชีวศึกษา ได้จัดองค์ความรู้และเตรียมฝึกนักเรียนพิการให้มีความมั่นใจ สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยนำเงินรางวัลมาเปิดร้านกาแฟเพื่อเป็นแหล่งพัฒนานักเรียนให้เป็นบาริสต้า ฝึกความรับผิดชอบ ฝึกความมั่นใจและมีรายได้เลี้ยงตนเอง
8. สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา น.ส.มอว์ มอว์ (Ms. Maw Maw) ครูสอนภาษาอังกฤษ กล่าวว่า ได้นำเงินรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีไปซื้อโปรเจคเตอร์ในโรงเรียนเพื่อเป็นสื่อการสอนแบบ interactive ที่สามารถสอนนักเรียนจำนวนมาก ส่งเสริมการปลูกผัก การจัดซื้อพัดลมในห้องแล็บภาษา รวมถึงหนังสือและสื่อการสอนให้กับนักเรียนที่ประสบภัยเพื่อให้เรียนรู้ได้ต่อเนื่อง


9. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นางเลอา โดมิงโก (Mrs. Lea Domingo) ครูประถมศึกษา กล่าวว่า รางวัลนี้เป็นกำลังใจในการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดการเรียนรู้ผ่านการสอนคณิตศาสตร์เพื่อสิ่งแวดล้อมผ่านการปฏิบัติ การใช้วัสดุเหลือใช้ และการเรียนรู้นอกห้องเรียน สิ่งที่จะดำเนินงานต่อเนื่องคือการเชื่อมโยงการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นองค์รวม รวมถึงการนำ AI มาสนับสนุนการเรียนรู้และส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม


10. สาธารณรัฐสิงคโปร์ มาดาม อัง ซิง หยี่ (Mdm. Ang Sing Yee) ครูผู้ส่งเสริมการศึกษาแบบเรียนรวม กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายว่า ตนเชื่อมั่นในนักเรียนแต่ละคน โดยส่งเสริมการเรียนรู้ให้มีความเติบโตทางสังคม อารมณ์ และค้นหาความสามารถในตัวเองเป็นรายบุคคล รวมถึงทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและครูพัฒนาชุดการศึกษาพิเศษเพื่อให้นักเรียนแข็งแกร่งจากภายใน ผ่านเครื่องมือ “ฉันเป็นใคร” “ฉันทำอะไรได้บ้าง” และ “ฉันมีอะไร” เพื่อสะท้อนคิดการเรียนรู้และการดึงศักยภาพของนักเรียนจากภายใน โดยครูจะมีการสื่อสารกับนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่จะทำต่อไปคือการสร้างครูการศึกษาพิเศษเพื่อเสริมศักยภาพนักเรียนเป็นรายบุคคล


11. ประเทศไทย นายไพรวัลย์ ยาปัญ (Mr. Phaiwan Yapan) ครูโรงเรียนบ้านไล่โว่ อ. สังขละบุรี จ. กาญจนบุรี กล่าวว่า ได้จัดการเรียนรู้กิจกรรมนิทานโลกใบเล็กเด็กบ้านป่า ผลงานนวัตกรรมจากนักเรียนผ่านเรื่องเล่าของเด็กชายขอบบ้านไล่โว่ กิจกรรมยุววิจัยป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ซึ่งเป็นห้องเรียนผืนป่าเพื่อเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแบ่งปันโอกาสทางการศึกษาผ่าน “น้องส่งพี่เรียน พี่ส่งน้องเรียน” สิ่งที่จะทำต่อจากนี้คือการพัฒนาสื่อนวัตกรรมการสอน ค่ายเด็กชายขอบ และกองทุนการศึกษาสำหรับเด็กชายขอบ เพราะบทบาทหน้าที่ครูไม่ใช่การสอนในห้องเรียนแต่เป็นการสร้างลูกศิษย์ให้มีชีวิตที่ก้าวต่อไป
12. สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต นายฟรานซิสโก เดอ คาร์วัลโญ่ (Mr. Francisco de Carvalho) ครูและผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า ตนตั้งมั่นในการพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ จึงได้ดำเนินการจัดหาทรัพยากรให้โรงเรียนโดยเฉพาะน้ำสะอาด ทำรั่วโรงเรียนเพื่อให้เป็นที่ปลอดภัยและเครื่องแบบนักเรียนเพราะเป็นโรงเรียนขาดแคลน การสอนด้วยภาษาแม่ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหา และการทำงานร่วมกับผู้ปกครองและชุมชนถึงความต้องการในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุด


13. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นางเหงียน ถิ ถู ลาน (Mrs. Nguyen Thi Thu Lan) ครูอนุบาลและผู้นำด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้เด็กปฐมวัยได้สร้างห้องเรียนอัจฉริยะและห้องเรียนสีเขียว เพื่อให้นักเรียนได้เล่นอย่างมีความสุข โดยใช้ AI และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย รวมถึงการสร้างห้องเรียนแห่งความสุขที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยทำงานร่วมกับผู้ปกครอง เช่น กิจกรรมทัศนศึกษาหุ่นกระบอกน้ำเพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การยกระดับวิชาชีพครูเพราะคุณภาพการศึกษาเริ่มจากคุณภาพผู้สอน จึงจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครู และกิจกรรมจิตอาสาเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับคนในชุมชน

 

หน้าแรก » การศึกษา

ข่าวในหมวดการศึกษา