วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 04:04 น.

การเมือง

"สว.สำรอง" ชี้ 5 เหตุผล "ปชน." ไม่ควรสนับ "ภท." พร้อมเผยข้อกฎหมาย รัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภา

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.11 น.

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ดร.ณพลเดช มณีลังกา นักกฎหมายมหาชนและ สว. สำรอง กลุ่ม 16 จังหวัดเชียงราย แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า จากความวุ่นวายเพื่อแย่งกันเสนอนายกรัฐมนตรี ผมอยากฝาก  พรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคชนะการเลือกตั้งอันดับหนึ่ง ไม่ควรสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก ภท.  โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้ครับ

1. ทำลายธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่าพรรคอันดับหนึ่งซึ่งได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุดย่อมมีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน หากตั้งไม่ได้ควรให้พรรคอันดับสองจัดตั้ง แต่เมื่อพรรคประชาชนเลือกสนับสนุน ภท. ซึ่งเป็นพรรคอันดับสาม จะเท่ากับข้ามลำดับ เป็นการทำลายหลักการที่ตนเองเคยยึดถือ และอาจสร้างบรรทัดฐานที่ส่งผลเสียในอนาคต โดยเฉพาะหากพรรคประชาชนกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งอีกครั้งในอนาคต ก็อาจเผชิญสถานการณ์เดียวกันนี้ที่ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

2. คดีเขากระโดงที่ยังไม่สิ้นสุด ซึ่งเป็นข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและผลประโยชน์ของรัฐ การสนับสนุนพรรค ภท. ซึ่งมีแกนนำพัวพันกับคดีดังกล่าว อาจสร้างคำถามถึงจุดยืนด้านธรรมาภิบาลของพรรคประชาชน และทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชนที่ต้องการเห็นการเมืองไทยที่โปร่งใส

3. ข้อกล่าวหาการฮั้วกับ ส.ว. พรรค ภท. เคยถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการ "ฮั้ว" กับ ส.ว. เพื่อแลกกับการสนับสนุน การจับมือกับพรรคที่มีข้อกล่าวหาเช่นนี้สวนทางกับอุดมการณ์ของพรรคประชาชนที่เคยชูธงปฏิรูปวุฒิสภา และอาจทำให้การผลักดันวาระปฏิรูปในอนาคตขาดความชอบธรรม

4. ความแตกต่างเชิงนโยบายสุดขั้ว พรรคประชาชนมีนโยบายที่เน้นการปฏิรูปโครงสร้าง การทลายทุนผูกขาด และการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางประชานิยมของ ภท. เช่น นโยบายกัญชา การร่วมรัฐบาลกับ ภท. อาจนำไปสู่ความขัดแย้งด้านนโยบายและการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ

5. การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลเดิม ภท เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่พรรคประชาชนและผู้สนับสนุนมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง การสนับสนุน ภท. อาจถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจและทรยศต่อเจตจำนงของประชาชนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

นอกจากนี้ มีข้อถกเถียงรัฐบาลรักษาการยุบสภาได้หรือไม่นั้น มีข้อพิจารณาโดยสามารถวิเคราะห์ได้จากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ดังนี้ครับ

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 103 ระบุว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎร โดยผ่านพระราชกฤษฎีกา ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทูลเกล้าฯ เสนอและลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ อย่างไรก็ตาม มาตรา 168 ซึ่งบัญญัติถึงสถานะของคณะรัฐมนตรีรักษาการในกรณีที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ไม่ได้กำหนดข้อจำกัดด้านอำนาจไว้ ขณะที่มาตรา 169 ซึ่งใช้ในกรณีที่อายุสภาสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภา ระบุข้อจำกัดด้านอำนาจอย่างชัดเจน เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง หรือการอนุมัติงบประมาณที่สร้างภาระผูกพันต่อรัฐบาลชุดใหม่ แต่ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 168

ดังนั้น รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันจึงมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีสามารถทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำให้พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย นอกจากนี้ หลักกฎหมายปกครองทั่วไปยังสนับสนุนว่า ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่แทนในตำแหน่งใด ย่อมมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นทุกประการ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติจำกัดไว้ ซึ่งในกรณีนี้ไม่มีบทบัญญัติที่จำกัดอำนาจของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญยังระบุข้อห้ามการยุบสภาเพียงกรณีเดียว คือระหว่างการพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปัจจุบัน 

นอกจากนี้ ในอดีตเคยมีกรณีที่รัฐบาลรักษาการใช้อำนาจเต็ม เช่น รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2516-2518 ซึ่งได้ตราพระราชกฤษฎีกาหลายฉบับเพื่อแก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองและนำประเทศไปสู่การเลือกตั้งครับ ในระดับสากล ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เช่น สหราชอาณาจักรหรือออสเตรเลีย ก็ใช้การยุบสภาเป็นเครื่องมือปกติในการแก้ไขภาวะทางตันทางการเมือง เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ นายกรัฐมนตรีมีสิทธิที่จะคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้งครั้งใหม่ ไม่เช่นนั้นเราจะฝ่าวิกฤติการเมืองอย่างไรกัน

ดังนั้น การยุบสภาโดยรัฐบาลรักษาการจึงถือเป็นเครื่องมือที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและหลักปฏิบัติสากล เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองและคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ผ่านการเลือกตั้งใหม่ 
 

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง