วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 04:04 น.

การเมือง

แนวทางการรีเซ็ตการเมืองใหม่ แก้วิกฤติความชอบธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.53 น.

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันสะท้อนถึงภาวะ “วิกฤติความชอบธรรม” ของระบบการปกครองและกลไกทางรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ โดยมีข้อเรียกร้องจากหลายฝ่ายถึงความจำเป็นในการ “รีเซ็ตการเมืองใหม่” เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรม อันเป็นรากฐานของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่แกนนำพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเข้าหารือกับพรรคประชาชน จนเกิดกระแสถกเถียงเรื่องการยอมรับเงื่อนไขและการยุบสภาเร็วขึ้น เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนแรงกดดันให้เกิดการปฏิรูปกติกาทางการเมือง

1. ความหมายและมิติของการรีเซ็ตการเมืองใหม่

การรีเซ็ตการเมืองใหม่ มิใช่เพียงการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่เท่านั้น แต่หมายถึงการ “ปรับโครงสร้างทางการเมืองและรัฐธรรมนูญ” ให้ตอบโจทย์ประชาชน โดยมี 3 มิติสำคัญ ได้แก่

มิติรัฐธรรมนูญและกติกา – การแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ลดอำนาจสถาบันที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง เช่น วุฒิสภา และเพิ่มกลไกตรวจสอบถ่วงดุล

มิติพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง – การสร้างระบบเลือกตั้งที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนจริง ลดปัญหาการซื้อเสียง และเสริมสร้างความเข้มแข็งของพรรคการเมือง

มิติคุณธรรมทางการเมือง – การยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมือง ให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและการป้องกันการทุจริต

2. ข้อถกเถียงเชิงการเมืองในบริบทปัจจุบัน

จากคำแถลงของนายภูมิธรรม เวชยชัย ในนามแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล พบว่าการเจรจากับพรรคประชาชนมีสาระสำคัญคือ “การยอมรับข้อเสนอทั้งหมดของพรรคประชาชน” เพื่อเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล และการยืนยันว่าพร้อมยุบสภาภายใน 4 เดือนหรือน้อยกว่านั้น ขณะเดียวกัน ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายเดชอิศม์ ขาวทอง ก็สะท้อนเสียงที่แรงขึ้น โดยเฉพาะการวิจารณ์ “การฮั้ว ส.ว.” ว่าเป็นอันตรายต่อประเทศมากกว่าการรัฐประหาร

ข้อถกเถียงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า วิกฤติการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแข่งขันของพรรคการเมือง แต่คือความไม่ไว้วางใจใน โครงสร้างอำนาจ ที่ยังคงถูกครอบงำโดยกลุ่มผลประโยชน์ และไม่สามารถสร้างสันติสุขได้จริง

3. ความเสี่ยงและอุปสรรคของการรีเซ็ตการเมืองใหม่

แม้การรีเซ็ตการเมืองใหม่จะเป็นความหวัง แต่ก็เผชิญความเสี่ยงหลายประการ ได้แก่

ความไม่ยอมรับของกลุ่มอำนาจเดิม ที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

ความแตกแยกของพรรคการเมือง ที่อาจขัดขวางการหาฉันทามติ

แรงกดดันจากมวลชน ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งบนท้องถนน หากการปฏิรูปไม่เป็นรูปธรรม

ภาวะสุญญากาศทางการเมือง หากการยุบสภาเร็วเกินไปโดยไม่เตรียมการ อาจซ้ำเติมวิกฤติความเชื่อมั่น

4. แนวทางเชิงสร้างสรรค์ในการรีเซ็ตการเมืองใหม่

เพื่อให้การรีเซ็ตการเมืองใหม่เกิดขึ้นจริงและยั่งยืน ควรมีแนวทางดังนี้

สภาร่างรัฐธรรมนูญจากประชาชนโดยตรง – เลือกตั้ง ส.ส.ร. ที่มาจากประชาชน ไม่ใช่แต่งตั้งจากสถาบันการเมืองเดิม

ลดอำนาจวุฒิสภา – ตัดอำนาจการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและองค์กรอิสระ เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน

เพิ่มกลไกตรวจสอบจริยธรรมนักการเมือง – ผ่านองค์กรอิสระและสื่อมวลชน รวมถึงมาตรการทางกฎหมาย

สร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ – ส่งเสริมการเมืองที่เคารพกติกา โปร่งใส และแข่งขันบนฐานนโยบาย ไม่ใช่ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

ดังนั้น แนวคิด “การรีเซ็ตการเมืองใหม่” เป็นข้อเสนอเชิงโครงสร้างที่มีความสำคัญในบริบทวิกฤติการเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่คือการสร้างระบบที่มีความชอบธรรม โปร่งใส และยั่งยืน เหตุการณ์การเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล และพรรคประชาชนในปี 2568 ตอกย้ำถึงแรงกดดันและความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง หากการรีเซ็ตครั้งนี้ดำเนินไปด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่จริงใจ อาจเป็นโอกาสสำคัญที่จะพาประเทศไทยออกจากวังวนวิกฤติทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง