วันศุกร์ ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569 02:41 น.

การเมือง

เจาะนโยบายขยายโอกาสทุกรูปแบบพรรคเพื่อไทย บริบทเทคโน-ประชานิยมและภูมิทัศน์การเมืองใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

การวิเคราะห์เชิงลึกยุทธศาสตร์และนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทย: พลวัตของ "การขยายโอกาสทุกรูปแบบ" ภายใต้บริบทเทคโน-ประชานิยมและภูมิทัศน์การเมืองใหม่

บทนำ: รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลง ณ ตลาดยิ่งเจริญ

ในเช้าวันที่ 1 มกราคม พุทธศักราช 2569 แสงแรกของปีศักราชใหม่ไม่ได้นำมาเพียงความสดใสของวันปีใหม่ แต่ยังฉายภาพอนาคตทางการเมืองไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีนัยสำคัญยิ่งได้เกิดขึ้น ณ พื้นที่ยุทธศาสตร์ตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร เมื่อ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงและผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้เลือก "ตลาดยิ่งเจริญ" เป็นหมุดหมายแรกในการสื่อสารทางการเมือง (Political Communication) และการทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล 1

เหตุการณ์นี้มิใช่เพียงพิธีกรรมตามประเพณี แต่เป็นการประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญที่เรียกว่า "การขยายโอกาสทุกรูปแบบ" (Expanding Opportunities in All Forms) ซึ่งถูกนำเสนอท่ามกลางกลิ่นอายของตลาดสด—พื้นที่ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจฐานรากและจุดตัดของวิถีชีวิตชนชั้นกลางถึงล่าง การลงพื้นที่ครั้งนี้ของนายยศชนัน ซึ่งมีภูมิหลังเป็นนักวิชาการด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interface: BCI) 3 ได้สะท้อนให้เห็นถึงการหลอมรวมกันของขั้วตรงข้ามสองขั้ว คือ "ความเป็นเทคโนแครต" (Technocracy) และ "ความเป็นประชานิยม" (Populism) หรือที่นักรัฐศาสตร์นิยามว่า "เทคโน-ประชานิยม" (Techno-populism) 5 เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศไทยในปี 2569 ที่กำลังเผชิญกับ "พายุที่สมบูรณ์แบบ" (Perfect Storm) จากวิกฤตเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 7

รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียด โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากเหตุการณ์ลงพื้นที่ตลาดยิ่งเจริญ คำประกาศนโยบาย และบริบททางการเมืองที่รายล้อม เพื่อถอดรหัสยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งปี 2569 ว่ามีนัยสำคัญอย่างไรต่อทิศทางการพัฒนาประเทศ และการปรับตัวของพรรคการเมืองเก่าแก่ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้


1. บริบททางการเมืองและเศรษฐกิจไทยปี 2569: ภูมิทัศน์แห่งความท้าทาย

ก่อนที่จะเจาะลึกถึงนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งเป็นฉากหลังสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้

1.1 มรดกจากรัฐบาลผสมและการเปลี่ยนผ่าน

ประเทศไทยในปี 2569 ผ่านพ้นช่วงเวลาของการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วในปี 2566 มาแล้ว รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ทั้งในสมัยของนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้วางรากฐานนโยบายเศรษฐกิจไว้ระดับหนึ่ง อาทิ การแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตและการผลักดัน Soft Power 8 อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางการเมืองยังคงเป็นประเด็นท้าทาย จากการที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมและกลไกองค์กรอิสระยังคงมีบทบาทสูงในการกำกับทิศทางการเมือง ดังเห็นได้จากคดีความทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับผู้นำในอดีต 10

การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยต้องพิสูจน์ผลงาน (Performance Legitimacy) ควบคู่ไปกับการสร้างความหวังใหม่ (Hope) ให้กับประชาชนที่เริ่มตั้งคำถามถึงจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค การก้าวขึ้นมาของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะ "ใบหน้าใหม่" (New Face) ของตระกูลชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์ จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดแรงเสียดทานจากความขัดแย้งเดิม และนำเสนอภาพลักษณ์ของผู้นำที่ทันสมัย เข้าใจโลกเทคโนโลยี และพร้อมพาไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง 7

1.2 "พายุที่สมบูรณ์แบบ" (The Perfect Storm) และกับดักทางเศรษฐกิจ

นายยศชนันได้กล่าวถึงสถานการณ์ปี 2569 ว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะโลกร้อน 1 ข้อมูลทางเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) มายาวนาน 12 การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียน 13 ปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ยังคงสูง โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างรายได้ของคนในเมืองและชนบท

ในบริบทนี้ นโยบาย "ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส" จึงไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญหาเสียง แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนทางเศรษฐกิจ (Economic Imperative) ที่พรรคเพื่อไทยต้องตอบโจทย์ให้ได้ โดยเฉพาะการ "ขยายโอกาส" ที่นายยศชนันเน้นย้ำที่ตลาดยิ่งเจริญ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation-Driven Economy)

ตารางที่ 1.1: ตัวชี้วัดสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมไทย ปี 2568-2569 (ประมาณการ)

ตัวชี้วัด (Indicator) สถานะ (Status) นัยสำคัญต่อนโยบาย (Policy Implication)
การเติบโตของ GDP 2.7% - 3.0% (เติบโตช้า)

ต้องการเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) 13

หนี้ครัวเรือน สูง (>90% ของ GDP)

จำเป็นต้องมีนโยบาย "ลดรายจ่าย" และ "ปลดหนี้" เร่งด่วน 1

โครงสร้างประชากร สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged)

ต้องการเทคโนโลยีการแพทย์ (Biomedical) และสวัสดิการ 15

ความเหลื่อมล้ำดิจิทัล ช่องว่างระหว่างเมือง/ชนบท

ต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและนโยบาย Smart Farming 16

การเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้ง

ต้องการผู้นำที่สร้าง "ความหวัง" และ "ความเชื่อมั่น" 7


2. การวิเคราะห์ตัวแสดงทางการเมือง (Political Actor Analysis): ยศชนันและทีมยุทธศาสตร์

การวิเคราะห์นโยบายไม่สามารถแยกขาดจากการวิเคราะห์ตัวตนของผู้เสนอนโยบายได้ การปรากฏตัวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมด้วยแกนนำพรรคชุดใหญ่ที่ตลาดยิ่งเจริญ มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่ซ้อนทับกันหลายมิติ

2.1 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: จากห้องแล็บสู่ตลาดสด (From Lab to Market)

นายยศชนันมิใช่เพียงทายาททางการเมืองของตระกูลวงศ์สวัสดิ์และชินวัตร แต่เขามีสถานะเป็น "นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ" (Domain Expert) ในสาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ 3 งานวิจัยของเขาที่เกี่ยวกับ Brain-Computer Interface (BCI) 15 สะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดที่เป็นระบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Mindset) ซึ่งแตกต่างจากนักการเมืองแบบดั้งเดิม

การนำเสนอนายยศชนันในฐานะแคนดิเดตนายกฯ คือการสร้างแบรนด์ "Technocrat Leader" ที่มีความสามารถในการเข้าใจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาสังคม (Societal Problems) ภาพลักษณ์นี้ช่วยปิดจุดอ่อนเรื่อง "ประชานิยมไร้ความรับผิดชอบ" ที่พรรคเพื่อไทยมักถูกโจมตี โดยแทนที่ด้วยภาพลักษณ์ของ "นโยบายที่เน้นหลักฐานเชิงประจักษ์" (Evidence-based Policy) และ "นวัตกรรม"

คำให้สัมภาษณ์ของนายยศชนันที่ตลาดยิ่งเจริญ ที่ระบุว่า "ต้องรดน้ำที่ราก ไม่ใช่รดที่ใบ" และ "ดีเอ็นเอของเรา ต้องแก้ไขปัญหาที่สาเหตุ" 1 สะท้อนวิธีคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ที่มองปัญหาเชิงระบบ (Systemic Thinking) มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบฉาบฉวย

2.2 คณะทำงานยุทธศาสตร์: การผนึกกำลังของ "บ้านใหญ่" และ "คนรุ่นใหม่"

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงนายยศชนัน แต่ยังประกอบด้วยบุคคลสำคัญที่สะท้อนโครงสร้างอำนาจภายในพรรค:

  • นายจักรพงษ์ แสงมณี (รองหัวหน้าพรรค): ตัวแทนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีบทบาทในการบริหารจัดการเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศ สะท้อนถึงความเชื่อมโยงกับโลกธุรกิจและสากล

  • ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ (รองเลขาธิการพรรค): บทบาทในการสื่อสารทางการเมืองและเชื่อมโยงกับฐานเสียงสตรีและคนรุ่นใหม่

  • ทีมผู้สมัคร สส. กทม. (Team Bangkok): รายชื่อผู้สมัครที่ปรากฏตัวมีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์พื้นที่:

    • นายสุรชาติ เทียนทอง: ทายาทตระกูลการเมืองเก่าแก่ "เทียนทอง" และอดีต สส. เขตหลักสี่-จตุจักร ผู้มีฐานเสียงแน่นหนาและภาพลักษณ์นักประชาธิปไตย การมีอยู่ของเขายืนยันถึงการผสมผสานระหว่าง "ตระกูลการเมือง" กับ "อุดมการณ์พรรค"

    • นายสายันต์ จันทร์เหมือนเผือก, นายภูมิพัฒน์ โหสกุล, น.ส.รัตติกาล แก้วเกิดมี, นายภูร์ผา ไทยแท้: ล้วนเป็นผู้สมัครในเขตกรุงเทพฯ โซนเหนือ (บางเขน, สายไหม, ดอนเมือง) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นและเป็นสมรภูมิเลือกตั้งที่ดุเดือด (Battleground) ระหว่างเพื่อไทยและพรรคประชาชน 2

การรวมตัวของบุคคลเหล่านี้ที่ตลาดยิ่งเจริญ เป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการ "ยึดคืนพื้นที่ กทม." ซึ่งพรรคเพื่อไทยเสียที่นั่งจำนวนมากไปในการเลือกตั้งปี 2566 2


3. กรอบแนวคิดทฤษฎี: การถอดรหัส "การขยายโอกาส" (Decoding Opportunity Expansion)

นโยบาย "ขยายโอกาสทุกรูปแบบ" (Expanding Opportunities in All Forms) ของพรรคเพื่อไทย มิใช่เป็นเพียงวาทกรรมทางการตลาด แต่สามารถวิเคราะห์ผ่านกรอบทฤษฎีทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมืองที่สำคัญ 3 ประการ เพื่อทำความเข้าใจความลึกซึ้งและทิศทางของนโยบาย

3.1 ทฤษฎีศักยภาพ (Capability Approach) ของ Amartya Sen

หัวใจของนโยบายขยายโอกาส สอดคล้องกับแนวคิดของ Amartya Sen เรื่อง Capability Approach 19 ทฤษฎีนี้เสนอว่า การพัฒนาที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ (Income) หรือความมั่งคั่ง (Wealth) แต่คือการขยาย "เสรีภาพ" (Freedom) และ "ความสามารถ" (Capabilities) ของมนุษย์ในการเลือกใช้ชีวิตในแบบที่พวกเขามีเหตุผลที่จะให้คุณค่า

เมื่อนายยศชนันกล่าวถึงการ "ขยายโอกาสในทุกมิติ ทุกรูปแบบ" [บทสัมภาษณ์] เขากำลังพูดถึงการเปลี่ยนทรัพยากร (Resources) ให้เป็นความสามารถ (Functionings) ตัวอย่างเช่น:

  • โอกาสทางเทคโนโลยี: การให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยี Smart Farming 22 ไม่ใช่แค่การแจกโดรน (Resource) แต่คือการสร้างทักษะและระบบนิเวศให้เกษตรกรสามารถใช้โดรนเพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้จริง (Capability)

  • โอกาสทางสุขภาพ: การใช้นวัตกรรม Biomedical 15 เพื่อให้ผู้สูงอายุหรือผู้พิการสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ คือการคืนศักยภาพความเป็นมนุษย์ (Human Capability)

3.2 ทฤษฎีการสร้างโอกาส (Opportunity Creation Theory)

ในทางทฤษฎีผู้ประกอบการ (Entrepreneurship Theory), โอกาสมีสองลักษณะคือ "โอกาสที่ถูกค้นพบ" (Discovery Theory) และ "โอกาสที่ถูกสร้างขึ้น" (Creation Theory) 23

นโยบายของพรรคเพื่อไทยภายใต้ยศชนัน ดูเหมือนจะเอนเอียงไปทาง Creation Theory กล่าวคือ โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ไม่ได้รออยู่แล้วในตลาด แต่ต้องถูก "สร้างขึ้น" ผ่านกระบวนการทางนวัตกรรมและการกระทำของผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Action)

  • การผลักดัน Soft Power และ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คือการสร้างตลาดใหม่ (New Market Creation) ที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับสินค้าวัฒนธรรมไทย

  • การใช้ AI และเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการสร้าง Niche ใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain)

3.3 เทคโน-ประชานิยม (Techno-Populism)

ยุทธศาสตร์หาเสียงนี้สะท้อนรูปแบบการเมืองแนวใหม่ที่เรียกว่า Techno-Populism 5 ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ:

  1. การอ้างอิงประชาชน (Populist Appeal): การเน้นว่าพรรคเป็นตัวแทนของ "คนธรรมดา" (พ่อค้าแม่ค้าตลาดยิ่งเจริญ) ที่ถูกละเลยจากโครงสร้างอำนาจเดิม หรือได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ

  2. การอ้างอิงความเชี่ยวชาญ (Technocratic Appeal): การใช้นายยศชนัน (ผู้เชี่ยวชาญ) เป็นหัวหอก เพื่อยืนยันว่าปัญหาสามารถแก้ไขได้ด้วย "ความรู้ทางเทคนิค" (Technical Expertise) และ "วิธีแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี" (Technological Solutionism) 26

การผสมผสานนี้ช่วยให้พรรคเพื่อไทยสามารถดึงดูดฐานเสียงได้ทั้งสองกลุ่ม คือ กลุ่มรากหญ้าที่ต้องการการดูแลปากท้อง และกลุ่มชนชั้นกลาง/คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นความทันสมัยและประสิทธิภาพในการบริหาร


4. รายละเอียดนโยบาย: ปฏิบัติการ "ขยายโอกาส 3 มิติ"

จากการลงพื้นที่และคำให้สัมภาษณ์ สามารถสังเคราะห์นโยบาย "ขยายโอกาสทุกรูปแบบ" ออกเป็น 3 มิติหลัก ที่สอดรับกันอย่างเป็นระบบ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า

4.1 มิติที่ 1: การขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ (Economic Empowerment)

"ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส" ยังคงเป็นแกนหลัก แต่ถูกอัปเกรดด้วยเครื่องมือใหม่

  • การแก้หนี้และเติมทุน: นายยศชนันระบุถึงความจำเป็นในการ "ปลดหนี้" 1 นโยบายนี้คาดว่าจะขยายผลจากการพักชำระหนี้เกษตรกร ไปสู่การปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring) อย่างเป็นระบบสำหรับ SME โดยใช้กลไกธนาคารรัฐ และการเติม "ทุนหมุนเวียน" ผ่านกองทุนหมู่บ้านเวอร์ชันดิจิทัล เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดอย่างยิ่งเจริญมีสภาพคล่อง

  • การเชื่อมต่อตลาดโลก (Global Market Access): นโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่เน้น "รักษาตลาดเดิม เสริมตลาดใหม่" 27 จะถูกนำมาขยายผล โดยใช้การเจรจา FTA เชิงรุก เพื่อเปิดประตูสินค้าไทย (ทั้งเกษตรและแฟชั่น) สู่ตลาดใหม่ๆ เช่น ตะวันออกกลางหรือลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อยได้ส่งออก

  • เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy): การส่งเสริมให้ผู้ค้าปลีกดั้งเดิม (Traditional Trade) เข้าสู่ระบบ E-commerce โดยมีรัฐเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Logistics เพื่อลดต้นทุนขนส่ง

4.2 มิติที่ 2: การขยายโอกาสทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technological Enfranchisement)

นี่คือจุดแข็งที่สุดของแคนดิเดตนายกฯ ยศชนัน การนำเทคโนโลยีมาสู่มือประชาชน:

  • Smart Farming & Precision Agriculture: จากความเชี่ยวชาญด้านเซนเซอร์และระบบอัตโนมัติ นโยบายนี้จะมุ่งเน้นการเปลี่ยนเกษตรกรไทยให้เป็น "Smart Farmers" ที่ใช้ข้อมูล (Data) ในการเพาะปลูก เพื่อลดต้นทุนปุ๋ยและยา และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ 28

  • AI for All: การเตรียมความพร้อมคนไทยสำหรับยุค AI ไม่ใช่แค่การเป็นผู้ใช้ แต่เป็นผู้สร้างหรือผู้ร่วมงานกับ AI (Human-AI Collaboration) นโยบายการศึกษาและการฝึกอบรม (Reskilling/Upskilling) จะถูกยกเครื่องขนานใหญ่เพื่อรองรับตลาดแรงงานอนาคต

  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) 16 ระหว่างเมืองและชนบท ด้วยการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน เพื่อให้ "โอกาส" ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการศึกษาเท่าเทียมกัน

4.3 มิติที่ 3: การขยายโอกาสทางสังคมและคุณภาพชีวิต (Social Wellbeing)

การมองเห็น "ความเดือดร้อน" ของประชาชน นำไปสู่นโยบายที่ดูแลคุณภาพชีวิต:

  • สาธารณสุขยุคใหม่ (Next-Gen Healthcare): สานต่อนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ด้วยการยกระดับบริการผ่าน Telemedicine และการนำนวัตกรรมทางการแพทย์ (เช่น เทคโนโลยีฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่นายยศชนันเชี่ยวชาญ 18) มาใช้ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อรองรับสังคมสูงวัย

  • สวัสดิการถ้วนหน้า: การสร้างตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ที่เข้มแข็งขึ้น เพื่อให้คนกล้าเสี่ยงที่จะสร้างนวัตกรรมหรือทำธุรกิจใหม่ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะล้มละลายหากล้มเหลว

ตารางที่ 4.1: สรุปเมทริกซ์นโยบาย "ขยายโอกาส" ของพรรคเพื่อไทย ปี 2569

มิติโอกาส (Opportunity Dimension) กลุ่มเป้าหมาย (Target Group) กลไกหลัก (Key Mechanism) ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Expected Outcome)
เศรษฐกิจ SME, พ่อค้าแม่ค้า, เกษตรกร ปลดหนี้, Soft Loans, FTA เพิ่มรายได้สุทธิ, ลดภาระหนี้สิน, ขยายตลาดส่งออก
เทคโนโลยี คนรุ่นใหม่, แรงงาน, เกษตรกร Smart Farming, Digital Upskilling, AI Infrastructure เพิ่มผลผลิต (Productivity), ลดความเหลื่อมล้ำดิจิทัล
สังคม/คุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วย, กลุ่มเปราะบาง 30 บาท Plus, Telemedicine, BCI Rehab สังคมสุขภาพดี, ลดค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล, ความมั่นคงในชีวิต

5. การวิเคราะห์พื้นที่ศึกษา: นัยยะทางยุทธศาสตร์ของ "ตลาดยิ่งเจริญ"

การเลือกสถานที่ในการเปิดตัวแคมเปญหาเสียงมีความสำคัญเทียบเท่ากับเนื้อหาของการหาเสียงเอง "ตลาดยิ่งเจริญ" ณ สะพานใหม่ เขตบางเขน มิใช่เพียงตลาดสดธรรมดา แต่เป็นพื้นที่ที่มีความหมายซ้อนทับกันหลายชั้น:

5.1 พื้นที่ทางเศรษฐกิจสังคม (Socio-Economic Space)

ตลาดยิ่งเจริญเป็นศูนย์กลางการค้าขายขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนกรุงเทพฯ ตอนเหนือและปริมณฑล เป็นแหล่งรวมของสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด การมาเยือนที่นี่คือการส่งสารว่าพรรคเพื่อไทยยังคงให้ความสำคัญกับ "เศรษฐกิจปากท้อง" (Bread-and-Butter Issues) เป็นอันดับหนึ่ง 30 ภาพของนายยศชนันนั่งทานอาหารเช้าในตลาด คือการพยายามทำลายกำแพงระหว่าง "ชนชั้นนำ" กับ "ชาวบ้าน" สร้างภาพจำของผู้นำที่ "กินง่าย อยู่ง่าย และเข้าถึงได้"

5.2 พื้นที่ทางการเมืองและประวัติศาสตร์ (Political & Historical Space)

  • ความเชื่อมโยงกับตระกูลธรรมวัฒนะ: ตลาดยิ่งเจริญบริหารงานโดยตระกูลธรรมวัฒนะ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการเมืองไทย 31 การเลือกพื้นที่นี้อาจมีนัยยะถึงการแสวงหาความร่วมมือหรือการรักษาฐานพันธมิตรทางการเมืองในระดับท้องถิ่น

  • สมรภูมิเลือกตั้ง (Electoral Battleground): เขตบางเขนและพื้นที่ใกล้เคียง (ดอนเมือง, สายไหม) เคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคเพื่อไทย (นำโดยตระกูลเทียนทอง, โหสกุล, เก่งการุณ) แต่ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) สามารถเจาะพื้นที่เหล่านี้ได้ 2 การที่นายยศชนันพา นายสุรชาติ เทียนทอง และ นายภูมิพัฒน์ โหสกุล มาลงพื้นที่ด้วยตนเอง คือการประกาศ "สงครามทวงคืนพื้นที่" (War for Reclamation) อย่างชัดเจน โดยใช้นโยบายที่จับต้องได้เข้าสู้กับกระแสอุดมการณ์

5.3 สัญญะแห่งการฟื้นฟู (Symbolism of Recovery)

ตลาดยิ่งเจริญเคยผ่านวิกฤตไฟไหม้และน้ำท่วมมาหลายครั้ง แต่ก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ 32 การเลือกมาที่นี่ในวันปีใหม่ จึงเป็นการส่งสารเรื่อง "ความหวัง" (Resilience & Hope) ที่สอดคล้องกับคำพูดของนายยศชนันที่ว่า "ปีนี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง... สิ่งที่สำคัญที่สุดเราต้องมีกำลังใจ" [บทสัมภาษณ์] เป็นการปลุกปลอบขวัญประชาชนที่เหนื่อยล้าจากปัญหาเศรษฐกิจ ให้มีความหวังกับการเลือกตั้งที่จะมาถึง


6. บทวิเคราะห์เปรียบเทียบ: เพื่อไทย vs. พรรคประชาชน ในสนามเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้งปี 2569 จะเป็นการแข่งขันระหว่างสองชุดความคิดหลัก โดยมีพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน (สืบทอดจากก้าวไกล) เป็นคู่ขัดแย้งสำคัญ

6.1 จุดเน้นทางนโยบาย (Policy Focus)

  • พรรคเพื่อไทย (The Pragmatist): เน้น "โอกาสทางเศรษฐกิจ" (Economic Opportunity) และการแก้ปัญหาปากท้องโดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเร่ง (Techno-Populism) ไม่เน้นการรื้อโครงสร้างอำนาจรัฐขนานใหญ่ แต่เน้นการทำให้ระบบเดิมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (Efficiency) ภายใต้แนวคิด "คิดใหม่ ทำใหม่"

  • พรรคประชาชน (The Reformist): เน้น "การปฏิรูปโครงสร้าง" (Structural Reform) เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ, การปฏิรูปกองทัพ, และการทลายทุนผูกขาด 33 โดยมองว่าโอกาสทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นไม่ได้หากโครงสร้างทางการเมืองยังบิดเบี้ยว

6.2 ฐานเสียงและกลยุทธ์ (Voter Base & Strategy)

  • พรรคเพื่อไทย: พยายามดึงฐานเสียงเดิมในต่างจังหวัด (เหนือ/อีสาน) และชนชั้นแรงงานในเมือง (Urban Poor) กลับมา ด้วยนโยบายที่เห็นผลเร็ว (Quick Wins) และใช้ "บ้านใหญ่" ในการระดมคะแนน ขณะเดียวกันก็พยายามดึงดูดชนชั้นกลางด้วยภาพลักษณ์ Technocrat ของนายยศชนัน

  • พรรคประชาชน: ครองใจคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงอุดมการณ์ ใช้สื่อโซเชียลมีเดียและการเมืองเชิงประเด็น (Issue-based Politics)

ตารางที่ 6.1: เปรียบเทียบจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์

ประเด็น พรรคเพื่อไทย (2569) พรรคประชาชน (2569)
แคนดิเดตนายกฯ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (Technocrat/Academic) ผู้นำฝ่ายค้าน (Ideologue/Activist)
ข้อเสนอหลัก ขยายโอกาส, เทคโนโลยี, ปากท้อง ปฏิรูปโครงสร้าง, แก้กฎหมาย, สิทธิมนุษยชน
จุดแข็ง ประสบการณ์บริหาร, เครือข่ายพื้นที่ กระแสคนรุ่นใหม่, ความชัดเจนทางอุดมการณ์
จุดอ่อน ภาพลักษณ์การเมืองเก่า, ดีลข้ามขั้ว ประสบการณ์บริหาร, แรงต้านจากสถาบันหลัก

7. ความท้าทายและบทสรุป: ก้าวต่อไปสู่การเลือกตั้ง 8 กุมภา 2569

แม้การเปิดตัวที่ตลาดยิ่งเจริญจะดูสวยงามและได้รับเสียงตอบรับที่ดี แต่เส้นทางสู่ทำเนียบรัฐบาลของนายยศชนันและพรรคเพื่อไทยยังเต็มไปด้วยขวากหนาม:

7.1 ความท้าทาย (Challenges)

  1. วิกฤตความเชื่อมั่น (Trust Crisis): ผลจากการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วในปี 2566 ยังคงเป็นแผลเป็นที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายประชาธิปไตยลังเลที่จะกลับมาเลือกพรรคเพื่อไทย นโยบาย "ขยายโอกาส" ต้องพิสูจน์ว่าเป็นของจริง ไม่ใช่แค่การเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน

  2. การส่งมอบผลงาน (Delivery Deficit): นโยบายเทคโนโลยีและ AI ฟังดูดี แต่การนำไปปฏิบัติจริงในระบบราชการที่เทอะทะของไทยเป็นเรื่องยาก นายยศชนันต้องพิสูจน์ว่าเขามีความสามารถในการบริหาร (Management Skill) ไม่ใช่แค่ความรู้ทางวิชาการ

  3. กับดักประชานิยม (Populist Trap): การสัญญาว่าจะ "ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้" ท่ามกลางงบประมาณที่จำกัด อาจนำไปสู่ปัญหาการคลังในระยะยาว หากไม่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ได้จริง

7.2 บทสรุป (Conclusion)

การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทย ผ่านกรณีศึกษาการลงพื้นที่ตลาดยิ่งเจริญของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการ "ปฏิรูปภาพลักษณ์" (Rebranding) ครั้งใหญ่ของพรรค จากพรรคประชานิยมดั้งเดิม สู่พรรค "เทคโน-ประชานิยม" (Techno-Populist Party) ที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนนโยบาย "ขยายโอกาสทุกรูปแบบ"

นายยศชนัน เปรียบเสมือน "สะพาน" ที่พรรคเพื่อไทยสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อระหว่าง "อดีต" (ฐานเสียงรากหญ้า, ตระกูลชินวัตร) กับ "อนาคต" (เศรษฐกิจดิจิทัล, คนรุ่นใหม่) ความสำเร็จของการเลือกตั้งครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับว่า "สะพาน" นี้จะแข็งแรงพอที่จะรองรับความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการทั้ง "ปากท้องที่ดี" และ "การเมืองที่พอใจ" ได้หรือไม่

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คำตอบจะไม่ได้อยู่ที่ห้องแล็บวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล แต่อยู่ในคูหาเลือกตั้งทั่วประเทศ ว่าประชาชนไทยจะเลือกให้โอกาสกับ "โอกาส" ที่พรรคเพื่อไทยหยิบยื่นให้หรือไม่.


หมายเหตุ: รายงานนี้เรียบเรียงขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์และทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวและเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นภาพรวมของยุทธศาสตร์การเมืองไทยในปี 2569 อย่างรอบด้าน

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง