วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 03:20 น.

การเมือง

“ทนายอั๋น” เตรียมยื่น "สว." สอบปมบาร์โค้ด–คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เครื่องมือกันโกงหรือช่องโหว่ละเมิดสิทธิ?

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.31 น.

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น”  จะเดินทางไปหนังสือประเด็นการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ต่อสมาชิกวุฒิสภานำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)  ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11. 00 น ที่แถลงข่าวที่ห้องแถลงข่าวชั้น 1 วุฒิสภา 

ทั้งนี้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นกรณีศึกษาทางการเมืองครั้งสำคัญ ไม่ใช่เพียงผลการแข่งขันของพรรคการเมือง แต่รวมถึงข้อถกเถียงร้อนแรงเกี่ยวกับการนำ “บาร์โค้ด” และ “คิวอาร์โค้ด” แบบระบุตัวตนมาใช้บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าเป็นนวัตกรรมป้องกันการทุจริต หรืออาจเป็น “ประตูหลัง” ที่กระทบหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ

ศูนย์กลางของข้อถกเถียงอยู่ที่ความเห็นต่างระหว่างฝ่ายบริหารจัดการเลือกตั้ง นำโดย นายแสวง บุญมี เลขาธิการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับฝ่ายตั้งคำถามเชิงกฎหมายและเทคนิค อาทิ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น” ที่ออกมาเคลื่อนไหวตรวจสอบอย่างเข้มข้น

กายวิภาคบัตรเลือกตั้ง: รหัสเฉพาะทุกใบ

ข้อมูลการจัดพิมพ์ระบุว่า บัตรเลือกตั้งปี 2569 มีมากกว่า 168 ล้านฉบับ แบ่งเป็นบัตรแบบแบ่งเขต (สีเขียว) ที่มี QR Code/Barcode และบัตรแบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) ที่มีบาร์โค้ด 8 หลักเฉพาะใบ ขณะที่บัตรประชามติ (สีเหลือง) ไม่มีรหัสระบุตัวตน

ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตคือ บาร์โค้ดบน “ตัวบัตร” มีความตรงกันกับรหัสบน “ต้นขั้วบัตร” อย่างสมบูรณ์ ซึ่งต้นขั้วดังกล่าวมีชื่อ-นามสกุลและลำดับผู้ใช้สิทธิ หากสามารถจับคู่ข้อมูลสองส่วนนี้ได้ ก็ย่อมย้อนกลับไประบุตัวผู้ลงคะแนนได้ในทางเทคนิค

นี่คือจุดที่ทำให้เกิดคำถามว่า ความลับของบัตรเลือกตั้งถูก “ตัดขาด” จริงหรือไม่

ฝ่าย กกต.: เพื่อบริหารจัดการและป้องกันบัตรปลอม

นายแสวง บุญมี ยืนยันว่าระบบรหัสดังกล่าวมีไว้เพื่อควบคุมโลจิสติกส์ ตรวจสอบจำนวนบัตร ป้องกันบัตรเขย่ง บัตรปลอม และบัตรเวียนข้ามเขต พร้อมย้ำว่าต้นขั้วกับตัวบัตรถูกแยกเก็บรักษาคนละส่วน การจะนำมาจับคู่ทำได้เฉพาะกรณีมีคำสั่งศาลเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนเห็นว่า แนวทางนี้พึ่งพา “ความเชื่อใจในกระบวนการ” มากกว่า “ความปลอดภัยโดยการออกแบบ” (Security by Design) เพราะตราบใดที่รหัสยังคงเชื่อมโยงได้ ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ในเชิงโครงสร้าง

ฝ่ายคัดค้าน: เสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร โต้แย้งว่าหากต้องการป้องกันบัตรปลอม สามารถใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยอื่น เช่น ลายน้ำ หมึกยูวี หรือไมโครเท็กซ์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้รหัสเฉพาะรายใบ พร้อมเตือนว่าการมี Unique Serial Number อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็น “โดยตรงและลับ”

นักกฎหมายบางรายยังเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ซึ่งเคยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะจากการจัดคูหาไม่เอื้อต่อความลับ โดยชี้ว่า หากบัตรเลือกตั้งเองมีคุณสมบัติระบุตัวตนได้ ก็อาจกระทบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเช่นกัน

มิติการคอร์รัปชัน: ได้ไม่คุ้มเสีย?

รายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านการทุจริต 4 มิติสำคัญ

1. การซื้อเสียงแบบตรวจสอบผลได้
ระบบรหัสเฉพาะอาจเปิดทางให้หัวคะแนนตรวจสอบภายหลังได้ว่าผู้รับเงินลงคะแนนตามตกลงหรือไม่ เปลี่ยนการซื้อเสียงจาก “ความเสี่ยง” เป็น “สัญญาที่ตรวจสอบได้”

2. การข่มขู่ทางการเมือง
แม้ในทางปฏิบัติอาจไม่มีการเปิดเผยข้อมูล แต่เพียงความเชื่อว่าบัตร “ตรวจสอบได้” ก็อาจสร้างแรงกดดันให้ประชาชนบางกลุ่มลงคะแนนอย่างไม่เป็นอิสระ

3. การป้องกันบัตรปลอม
ในทางทฤษฎี ระบบรหัสช่วยป้องกันบัตรสวมสิทธิหรือบัตรปลอมได้จริง แต่ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามว่ามาตรการนี้คุ้มค่ากับความเสี่ยงด้านสิทธิหรือไม่

4. ความเสี่ยงไซเบอร์และข้อมูลขนาดใหญ่
หากฐานข้อมูลรหัสกับต้นขั้วถูกเจาะหรือรั่วไหล อาจก่อให้เกิด Big Data ทางการเมืองที่นำไปใช้ข่มขู่หรือทำ Micro-targeting ได้อย่างแม่นยำ

การเคลื่อนไหวภาคประชาชน

นายภัทรพงศ์ ศุภักษร เตรียมหนังสือต่อองค์กรตรวจสอบหลายแห่ง พร้อมเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้บริหาร กกต. โดยมองว่าปัญหาบาร์โค้ดเป็นเพียงหนึ่งในชุดความบกพร่องเชิงระบบของการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้

ทางออกเชิงนโยบาย

รายงานเสนอ 2 ระยะ

ระยะสั้น: ทำลายความเชื่อมโยงข้อมูลต้นขั้ว–บัตรโดยเร็ว เปิดให้ผู้สังเกตการณ์เข้าตรวจสอบกระบวนการเก็บรักษา

ระยะยาว: ยกเลิก Unique Serial Number บนบัตรเลือกตั้ง ปรับใช้มาตรฐานงานพิมพ์ความปลอดภัยสากล และแก้ไขกฎหมายให้ชัดเจนว่าห้ามมีเครื่องหมายใดที่สามารถระบุตัวตนได้

ดังนั้น นวัตกรรมบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาจมีเจตนาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ แต่ได้จุดประกายคำถามเชิงโครงสร้างต่อหลักการ “การลงคะแนนลับ” อันเป็นหัวใจของประชาธิปไตย

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ระบบปลอดภัยหรือไม่” หากแต่คือ “ประชาชนเชื่อมั่นหรือไม่” เพราะในระบอบประชาธิปไตย ความไว้วางใจของสาธารณะคือเกราะป้องกันการทุจริตที่สำคัญที่สุด.
 

หน้าแรก » การเมือง