วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562 01:39 น.

การศึกษา

ไทยต้องมี “การวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล”

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 12.02 น.

ไทยต้องมี “การวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล”

            

ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ทางทะเลมากกว่า 320,000 ตารางกิโลเมตร  มีความยาวชายฝั่งทะเลประมาณ 3,150 กิโลเมตร  แบ่งเป็นฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตก รวมถึงส่วนเหนือของช่องแคบมะละกา พบการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมการใช้ประโยชน์ทางทะเลทั้งในเชิงปริมาณและรูปแบบอย่างไร้ทิศทาง และมีการซ้อนทับกันของกิจกรรมในแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการดำเนินการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลในภาพรวมทั้งประเทศ

ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการผลประโยชน์ทางทะเล ให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลสำหรับประเทศ ถ้าประเทศไทยไม่รีบดำเนินการจะทำให้ฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยิ่งเสื่อมโทรมลงจนไม่สามารถฟื้นตัวกลับคืนได้อีก ซึ่งจะนำไปสู่การแย่งชิงพื้นที่การใช้ประโยชน์และอาจเกิดการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติรุนแรงขึ้น”

 

การวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลสำหรับประเทศไทย เป็น 1 ใน 6 ข้อเสนอแนะเชิงนโนบายจากงานวิจัยภายใต้ “โครงการการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อในประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย พ.ศ.2559-2561”ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในปัจจุบัน ซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อให้ได้มาซึ่งการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล จะต้องมีการแสดงกิจกรรมการใช้ประโยชน์และทรัพยากรทางทะเลที่อยู่ในแผนที่แผ่นเดียวกัน( One Marine Map) และมีความเป็นปัจจุบัน ( Existing Map) โดยให้มีการจัดตั้งหน่วยงานหรือคณะกรรมการที่จะเป็นเวทีกลางในการประสานงานและเชื่อมโยงแผนที่และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงให้มีการจัดทำและประกาศเป็นแผนที่ขอบเขตทางทะเลของจังหวัด เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในแต่ละจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พลเรือเอก จุมพล ลุมพิกานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะนักวิจัย กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ติดกับทะเล 23 จังหวัด แบ่งเป็นทะเลฝั่งตะวันตกได้แก่ทะเลอันดามัน รวมไปถึงช่องแคบมะละกา 6 จังหวัด และทะเลฝั่งตะวันออกได้แก่ทะเลฝั่งอ่าวไทย 17 จังหวัด ที่ผ่านมาเรามีเพียงแผนที่แสดงเขตจังหวัดทางบก แต่เรายังไม่เคยมีแผนที่ที่แสดงเขตจังหวัดทางทะเล แม้จะเคยมีการออกกฎหมายพระราชบัญญัติแบ่งเขตทังหวัดทางทะเลเมื่อปีพ.ศ.2502 แต่ก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในสภาพภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน ขณะที่พื้นที่ทางทะเลนั้นมีความแตกต่างกันในหลายมิติ เช่น ทิศทาง การวางตัวของชายฝั่ง ความโค้งเว้าของขอบฝั่ง ลักษณะของหาด ความลาดชันของพื้นที่ท้องทะเล และความลึกของน้ำ เป็นต้น โครงการการพัฒนาแผนที่เขตแดนทางทะเลระหว่างจังหวัดชายทะเล หรือ แผนที่เขตจังหวัดทางทะเล จะช่วยในเรื่องของการจัดการเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของจังหวัดชายฝั่งทะเลได้ โดยใช้หลักการมาตรฐานสากลในการกำหนดการแบ่งเขตจังหวัดภายในขอบเขตอำนาจอธิปไตยของไทย

“การมีแผนที่เขตจังหวัดทางทะเล จะทำให้รู้ว่าเขตทางทะเล ของแต่ละจังหวัดใน 23 จังหวัดอยู่ตรงไหน เปรียบเสมือนการมีโฉนดบ้านที่จะบอกว่าขอบเขตพื้นที่ของบ้านเราอยู่ตรงไหนบ้าง ทิศไหนติดกับใคร และระยะทางใกล้ไกล คล้ายการทำแผนที่จังหวัดบนบกที่มีการกำหนดขอบเขต อาณาเขต ทิศทาง นอกจากนี้ทะเลยังมีเรื่องของความลึกด้วย การศึกษาวิจัย จึงต้องรวบรวมข้อมูลเขตทางทะเล และลักษณะภูมิประเทศบริเวณชายฝั่งทะเลของไทย ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการชายฝั่งทะเล อาทิ แผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ.2558-2564 ที่ให้มีการกำหนดเขตปกครองทางทะเล จากนั้นนำมากำหนดแนวทางการแบ่งเขตทางทะเลระหว่างจังหวัดของไทยทั้งในระดับภาพรวมและระดับพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแผนที่เขตทางทะเลฯ

ความก้าวหน้าของงานวิจัยล่าสุด จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นในการสัมมนาระดับกลุ่มจังหวัด หรือ  Focus Group ครบทั้ง 23 จังหวัด พบว่า ผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางร่างแผนที่การแบ่งเขตทางทะเลรายจังหวัดทั้ง 23 จังหวัด มีพียงบาง จังหวัด เช่น ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ที่เสนอข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม  ซึ่งทางทีมวิจัยจะได้ประมวลข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะดังกล่าวมาพิจารณาปรับปรุงอีกครั้ง ก่อนนำเข้าสู่เวทีรับฟังความเห็นของประชาชนในภาพรวมที่ส่วนกลางต่อไป  ซึ่งเมื่อร่างดังกล่าวแล้วเสร็จตามกระบวนการก็จะนำเสนอให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ  อาทิ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ศูนย์อำนวยการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

พลเรือเอกจุมพล กล่าวเสริมว่า ประโยชน์ของงานวิจัยแผนที่ทางทะเลนี้ นอกจากสะท้อนให้เห็นสภาพการณ์ปัจจุบันมากขึ้น เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการกัดเซาะ หรือจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศแล้ว ยังช่วยเรื่องความปลอดภัยในเวลาที่เกิดเหตุการณ์ในทะเลที่ต้องการความช่วยเหลือ จังหวัดสามารถใช้แผนที่เขตทางทะเลมาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการได้ ทำให้รู้ว่าใครทำงาน ใครต้องรับผิดชอบ อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างหรือปัญหา ตลอดจน การดูแลรักษาและอนุรักษ์ ผลประโยชน์ในการบริหารทรัพยากรทางทะเลหน้าบ้านของจังหวัดตัวเอง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายทางทะเล 

“ แผนที่เขตจังหวัดทางทะเล ยังถือเป็นเครื่องมือกลางที่หน่วยงานทุกภาคส่วนจะต้องใช้ร่วมกันในการบริหารจัดการทะเลไทย การกำหนดให้มีการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลสำหรับประเทศไทย และการกำหนดแผนที่ขอบเขตจังหวัดทางทะเล จะต้องทำให้เกิดความสมดุลในทุก ๆ มิติ และจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ทะเลอย่างยั่งยืน”