วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562 01:09 น.

ภูมิภาค

กอ.รมน.ภาค 4 โต้ปม "บุหงารายา" ขึ้นเวที UN ชี้บิดเบือน-ใส่ร้ายประเทศ

วันพุธ ที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.54 น.
จากกรณี นายฮาซัน ยามาดีบุ ประธานกลุ่มบุหงารายา ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องภาษาและวัฒนธรรมมลายูใน 3 จชต. ได้เข้าร่วมประชุมเวทีสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องชนกลุ่มน้อย ณ กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 25 - 27 พ.ย. 62 ที่ผ่านมา โดยได้มีการกล่าวอ้างว่า รัฐมีนโยบายแทรกแซง คุกคามระบบการศึกษา การใช้ภาษา และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนไทยมุสลิม เชื้อสายมลายู รวมทั้งการระบุว่าศูนย์ตาดีกาใน จชต. ได้ถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ว่าเป็นสถานที่ บ่มเพาะและสอนเรื่องการใช้ความรุนแรง นั่นเป็นเหตุให้ครูตาดีกาหลายคนถูกจับและทหารก็ถูกส่งไปยังโรงเรียน ทำให้โรงเรียนเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายของการถูกโจมตี นอกจากนี้ภายหลังนายฮาซันฯ ได้เดินทางกลับประเทศไทย ได้มีองค์กรเครือข่ายและนักเคลื่อนไหวทั้งในและนอกพื้นที่ ได้โพสต์และแชร์ข้อความในเฟสบุ๊คและสื่อออนไลน์อื่นๆ กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐเข้าข่มขู่และคุกคามเอาชีวิตนายฮาซันฯ และได้มีการรณรงค์ผ่านข้อความ "Save Activists Patani" อย่างแพร่หลาย  
 
ล่าสุดวันนี้  4 ธ.ค. 62 เวลา 13.30 น ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิริธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี  พันเอก ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 เปิดเผยว่า การกล่าวอ้างของนายฮาซัน ในครั้งนี้ คลาดเคลื่อนบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก จึงขอชี้แจงให้ทราบดังนี้  ประเทศไทยถือว่าได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศในการเป็นสังคมพหุนิยมที่เคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และเผ่าพันธุ์ แม้แต่ผู้แทนขององค์การ ความร่วมมืออิสลาม (OIC) ที่มาศึกษาดูงานในพื้นที่ จชต. หลายครั้ง ก็ได้แสดงการยอมรับและชื่นชมมาโดยตลอด อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลก็ไม่เคยกีดกัน พร้อมทั้งให้การสนับสนุนและส่งเสริมในด้านการศึกษา ศาสนา ภาษา ศิลปะ พหุวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง 
 
“ จากพฤติกรรมและการเคลื่อนไหวของนายฮาซัน  ยามาดีบุ ประธานกลุ่มบุหงารายาและองค์กรเครือข่ายทั้งในและนอกพื้นที่ จชต. ตลอดเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งการเคลื่อนไหวล่าสุดในเวทีสหประชาชาติภายใต้ชุดความคิดส่วนตัวและฐานข้อมูลที่ถูกบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงภายใต้นโยบายแห่งรัฐ ต่อสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นการจงใจให้ร้ายต่อประเทศไทยว่ารัฐบาลได้คุกคามคนมลายูมุสลิม ทั้งเรื่องอัตลักษณ์ท้องถิ่นและความไม่ปลอดภัยจากการถูกโจมตีในสถานศึกษา ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีเหตุการณ์โจมตีสถานศึกษาและทำร้ายบุคคลากรทางการศึกษาที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนี้เพราะการสูญเสียดังกล่าวล้วนเกิดจากการกระทำของผู้ก่อเหตุรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องคุ้มครองความปลอดภัยและบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มก่อเหตุซึ่งพบว่ามีครูสอนศาสนาบางคนเข้าร่วมก่อเหตุและให้การสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ ดังหลักฐานเชิงประจักษ์ในหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวขององค์กรเครือข่ายและนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐผ่านเฟสบุ๊คและสื่อออนไลน์ด้วยการกล่าวหาว่านายฮาซันฯ ได้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐข่มขู่คุกคามเอาชีวิต จนได้มีการรณรงค์ให้ช่วยกัน "ปกป้องนักเคลื่อนไหวในปัตตานี" กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าว นอกจากจะสร้างความเสื่อมเสียให้กับประเทศชาติและสร้างความเสียหายให้กับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ถือเป็นการโกหก หลอกลวงและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อสร้างความรู้สึกร่วมและขยายความขัดแย้งไปสู่วงกว้าง  จึงขอให้ "หยุดให้ร้ายประเทศชาติและใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ" เพราะถือเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย”  โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. กล่าว.