วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 03:24 น.

การศึกษา

 เปิดเวทีความคิดข้ามสหัสวรรษ: เมื่อ โสเครตีส สนทนากับหนังสือ “พุทธธรรม” ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.32 น.

วงวิชาการด้านปรัชญาเปิดประเด็นถกเถียงครั้งสำคัญ เมื่อมีการนำกรอบความคิดของนักปรัชญากรีกโบราณ โดยเฉพาะ โสเครตีส และ เพลโต มาสนทนาเชิงเปรียบเทียบกับระบบความคิดในหนังสือ “พุทธธรรม” ผลงานชิ้นสำคัญของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) เพื่อสำรวจคำถามร่วมสมัยว่าด้วย “ความจริง ความหมายชีวิต และความดีงาม”

นักวิชาการชี้ว่า แม้โลกกรีกโบราณกับพุทธปรัชญาจะอยู่ห่างกันคนละซีกโลกและคนละยุคสมัย แต่ทั้งสองต่างเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน คือ “ความสงสัย” ต่อสิ่งที่มนุษย์คิดว่าเข้าใจอยู่แล้ว

ปรัชญา: การตื่นจากความเคยชินทางความคิด

ในประวัติศาสตร์กรีก โสเครตีส ใช้วิธีวิภาษวิธี (Dialectic) ตั้งคำถามต่อความเชื่อที่สังคมถือว่า “แน่นอน” ไม่ว่าจะเป็นนิยามของความยุติธรรม ความศรัทธา หรือความดี เป้าหมายไม่ใช่การให้คำตอบสำเร็จรูป แต่เพื่อเปิดโปงความไม่รู้ที่แฝงอยู่ในความมั่นใจของมนุษย์ จนเกิดแนวคิดสำคัญว่า “ปัญญาแท้ คือการรู้ว่าตนไม่รู้”

ในอีกซีกโลกหนึ่ง พุทธปรัชญาเริ่มต้นจากการพิจารณาประสบการณ์ตรงของชีวิต ไม่เน้นการเก็งความจริงเชิงอภิปรัชญาที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อการดับทุกข์ หนังสือ “พุทธธรรม” ได้จัดระบบคำสอนจากพระไตรปิฎกอย่างเป็นเหตุเป็นผล ทำให้สามารถสนทนากับตรรกะตะวันตกได้อย่างร่วมสมัย

วิธีแสวงหาความจริง: วิภาษวิธี vs ภาวนามยปัญญา

นักวิชาการอธิบายว่า จุดต่างสำคัญอยู่ที่ “เครื่องมือ” ในการสืบค้นความจริง

ฝ่ายกรีกใช้ตรรกะและการโต้แย้งเชิงเหตุผลเป็นหลัก แนวคิดนี้ส่งอิทธิพลต่อปรัชญาตะวันตกเรื่อยมาจนถึง เฮเกล

ฝ่ายพุทธเสนอพัฒนาการของปัญญา 3 ขั้น ได้แก่

สุตมยปัญญา (ฟัง/ศึกษา)

จินตามยปัญญา (ไตร่ตรองด้วยเหตุผล)

ภาวนามยปัญญา (ปฏิบัติจนรู้แจ้งด้วยตนเอง)

ความรู้จึงไม่สิ้นสุดที่การคิด แต่ต้องผ่านการฝึกจิตจนประจักษ์ความจริงภายใน

ความจริง: โลกแห่งแบบ หรือ สมมติ–ปรมัตถ์?

ประเด็นที่น่าสนใจคือคำถามเรื่อง “ผัสสะเชื่อถือได้หรือไม่”

เพลโต เสนอทฤษฎีแบบ (Forms) โดยมองว่าโลกที่เห็นเป็นเพียงเงาของความจริงแท้

พุทธธรรมกลับเสนอการแยกความจริงออกเป็น 2 ระดับ

สมมติสัจจะ (ความจริงตามข้อตกลงของสังคม)

ปรมัตถสัจจะ (ความจริงสูงสุดตามสภาวะธรรม)

จุดเน้นไม่ใช่การหนีโลก แต่คือการ “รู้เท่าทันสมมติ” เพื่อไม่ยึดมั่นจนเกิดทุกข์

ความหมายชีวิต: ยูไดโมเนีย กับ อัตถะ 3 ประการ

ในโลกกรีก คำว่า Eudaimonia หมายถึงความสุขหรือความสำเร็จสูงสุดของชีวิต ซึ่งพัฒนาจากการเป็นที่โปรดปรานของเทพเจ้า มาสู่การใช้เหตุผลและคุณธรรมตามแนวคิดของ อริสโตเติล

ขณะที่พุทธธรรมจัดระบบเป้าหมายชีวิตเป็น “อัตถะ 3 ประการ” ได้แก่

ทิฏฐธัมมิกัตถะ – ความมั่นคงในชีวิตปัจจุบัน

สัมปรายิกัตถะ – ความเจริญทางคุณธรรม

ปรมัตถะ – การหลุดพ้นจากตัณหา (พระนิพพาน)

โครงสร้างนี้ทำให้ความสำเร็จไม่จำกัดเพียงวัตถุหรือชื่อเสียง แต่รวมถึงอิสรภาพภายในจิตใจ

ความดี: Aretê กับ กุศล

จริยศาสตร์กรีกใช้คำว่า Aretê หมายถึงความเป็นเลิศของมนุษย์ในฐานะพลเมืองหรือวีรบุรุษ

พุทธธรรมใช้คำว่า “กุศล” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงความดีเชิงสังคม แต่คือสภาวะจิตที่ปราศจากโลภ โกรธ หลง และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างแท้จริง

นักวิชาการมองว่า นี่คือการยกระดับความดีจากหน้าที่พลเมือง สู่ความบริสุทธิ์ของจิตใจ

บทสรุป: จากการตั้งคำถามสู่การฝึกฝนจิต

การสนทนาข้ามสหัสวรรษครั้งนี้สะท้อนว่า ปรัชญาไม่ใช่คำตอบตายตัว แต่คือกระบวนการเคลื่อนไหวของความคิด

โสเครตีส ปลุกมนุษย์ให้ตื่นจากความไม่รู้
พุทธธรรมชี้ทางให้ก้าวพ้นความไม่รู้ด้วยการฝึกจิต

เมื่อวิภาษวิธีพบกับภาวนามยปัญญา โลกตะวันตกและตะวันออกจึงมิได้ขัดแย้งกัน หากแต่เติมเต็มกันในภารกิจเดียวกัน คือการแสวงหาความจริงอย่างลึกซึ้ง และการดำรงชีวิตอย่างมีปัญญา

นักวิชาการสรุปว่า บทสนทนานี้ไม่ใช่เพียงการเปรียบเทียบเชิงทฤษฎี แต่คือคำเชื้อเชิญให้มนุษย์ยุคปัจจุบัน “กล้าตั้งคำถาม” และในขณะเดียวกัน “กล้าฝึกฝนตนเอง” เพื่อให้ปัญญาไม่หยุดอยู่แค่ความคิด แต่กลายเป็นความกระจ่างแจ้งภายในอย่างแท้จริง.
 

หน้าแรก » การศึกษา