วันจันทร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 05:18 น.

ภูมิภาค

ปปป.ขอตรวจน.ส.3 หาดคลอสน เชื่อออกโดยมิชอบ จ่อเชือดย้อนหลัง

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 18.17 น.
กรณีการตรวจสอบการบุกรุกหาดคลองสนในพื้นที่ต.อ่าวนางอ.เมืองกระบี่ซึ่งก่อนหน้านี้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชทำการบินสำรวจพบว่ามีพื้นที่ 8 ไร่เศษหน้าหาดคลองสนถูกแผ้วถางซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอุทยานฯที่เคยมีการตรวจยึดการบุกรุกเนื้อที่ 125 ไร่เมื่อปี 2546 จึงสั่งการให้อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพีเข้าไปตรวจสอบและแจ้งความไว้ที่สภ.อ่าวนางเพื่อดำเนินการหาผู้กระทำความผิดต่อมาตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบก็พบว่านอกจาที่ดิน 8 ไร่ที่ถูกแผ้วถางแล้วยังมีที่ดินอีกหลายแปลงหน้าหาดถูกเข้าครอบครองโดยเอกชนอ้างมีเอกสารสิทธิเป็นน.ส.3 ก. ทั้งๆที่พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในที่ดินแปลงที่เคยตรวจยึดทั้งหมดทำให้หลายหน่วยงานให้ความสนใจเข้ามาร่วมตรวจสอบพื้นที่หน้าหาดทั้งหมดว่าเอกชนที่เข้าครอบครองได้เอกสารสิทธิมาอย่างไรออกมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยทางตำรวจบก.ปปป. จะเข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วยเพื่อดูว่ามีจนท.ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิหรือไม่
ความคืบหน้าเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.กระบี่เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 ม.ค.65 ที่ห้องประชุมที่ทำการอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพีอ.เมืองกระบี่พ.ต.อ.สมศักดิ์เนียมเล็กผกก.5 บก.ปปป.บช.ก. เชิญตัวแทนจากหน่วยงานเกี่ยวข้องประกอบด้วยนายยงยุทธนาควิโรจน์ผอ.สบอ.5 กรมอุทยานฯนายชัยวุฒิบัวทองนอภ.เมืองกระบี่นายปราโมทย์แย้มนามหน.อช.หาดนพรัตน์ธาราฯพ.ต.อ.ภัทราวุธอ่อนช่วยผกก.5 บก.ปทส.บช.ก. นายมานะนวลหวานผอ.เจ้าท่าภูมิภาคสาขากระบี่พ.ต.อ.อภิชาติจินาเพ็ญผกก.สภ.อ่าวนางจนท.อุทยานฯตำรวจปปป. ปทส. เข้าประชุมสรุปข้อมูลกรณีการบุกรุกพื้นที่หาดคลองสนอ่าวทึงบ้านนาตีนหมู่ 4 ต.อ่าวนางโดยทางอุทยานฯสรุปเรื่องที่เกิดขึ้นต่อที่ประชุมว่าเมื่อวันที่ 24 พ.ย.64 ศูนย์ปฏิบัติการบินภาคใต้กรมอุทยานฯทำการบินสำรวจสภาพป่าตามแผนปฏิบัติการบินปี 2565 พบว่าพื้นที่บริเวณหน้าหาดคลองสนในอ่าวทึงมีการบุกรุกแผ้วถางและโค่นล้มต้นไม้ในเขตป่าคงสภาพหรือป่าไม้ถาวรตามพ.ร.บ.ป่าไม้พ.ศ.2484 พิกัด 47P 476170E 889286N เนื้อที่ 8.16 ไร่จึงแจ้งความไว้ที่สภ.อ่าวนางเป็นคดีอาญาที่ 627/2564 
จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่พบร่องรอยการนำรถแบคโฮเข้ามาโค่นล้มไม้ป่าชายหาดและมีการนำเอากล้าไม้ตะเคียนทองไม้พะยูงเข้ามาปลูกในพื้นที่จำนวน 550 ต้นแต่การเข้าตรวจสอบไม่พบผู้กระทำความผิดซึ่งพื้นที่แผ้วถางดังกล่าวอยู่ในเขตอุทยานฯและป่าสงวนแห่งชาติทั้งแปลงต่อมามีการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในแปลงตรวจยึดเก่าเมื่อปี 2546 ในคดีอาญาที่ 627/2546 ซึ่งตรวจยึดไว้เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2546 เนื้อที่รวม 125 ไร่ 2 งาน 32 ตร.ว. ซึ่งการตรวจยึดดังกล่าวพบผู้บุกรุกนำเอาต้นกล้าปาล์มน้ำมันมะพร้าวเข้ามาปลูกไว้และนำเสาคอนกรีตมาล้อมรั้วเป็นแนวเขตอุทยานฯจึงเข้าทำการรื้อถอนพืชผลอาสินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ทั้งหมด 125 ไร่พร้อมลงบันทึกประจำวันไว้ที่สภ.เมืองกระบี่ในขณะนั้นแต่การตรวจสอบในปีดังกล่าวไม่มีผู้มาแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่จึงไม่ได้มีการตรวจสอบเอกสารสิทธิครอบครอง
 
ในส่วนของพนักงานสอบสวนสภ.อ่าวนางนำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุมว่าภายหลังมีการเข้าแจ้งความทางพนักงานสอบสวนสภ.อ่าวนางได้ประสานของบันทึกประจำวันและเอกสารการตรวจยึดทั้งหมดที่มีการแจ้งความไว้เมื่อปี 2546 จากสภ.เมืองกระบี่มาตรวจสอบก็พบว่านอกจากแปลงที่มีการแผ้วถางใหม่ 8 ไร่เศษแล้วยังพบว่ามีเอกชนเข้าครอบครองพื้นที่บริเวณด้านหน้าหาดซึ่งอยู่ในพื้นที่อุทยานฯอีกหลายสิบรายบางรายเข้ามาปลูกสร้างเป็นบังกะโลรีสอร์ตและบ้านพักโดยอ้างเอกสารน.ส.3 ก. ซึ่งทางตำรวจประสานของระวางจากสนง.ที่ดินจ.กระบี่มาตรวจสอบก็พบว่ามีการขอออกน.ส.3 ก. ในปี 2528 หลังประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอุทยานฯแล้วทางพ.ต.อ.สมศักดิ์จึงสอบถามเรื่องเอกสารสิทธิจากตัวแทนกรมอุทยานฯว่าเหตุใดยังไม่มีการตรวจสอบซึ่งทางอุทยานฯอ้างว่าเนื่องจากเอกสารสิทธิที่เอกชนถือครองถูกออกมาก่อนการตรวจยึดปี 2546 จึงไม่ได้เข้าตรวจสอบแต่ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตอุทยานฯทั้งหมดภายหลังการประชุมเสร็จสิ้นจนท.ทั้งหมดเดินทางไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอีกครั้งเพื่อทำบันทึกการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน
 
พ.ต.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า จากการรับฟังข้อมูลและลงพื้นที่ตรวจสอบในวันนี้พบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความน่าเชื่อว่าเป็นพื้นที่ออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบเพราะทางอุทยานฯยืนยันว่าที่ดินแปลง 125 ไร่อยู่ในเขตอุทยานฯแต่กลับมีเอกชนเข้ามาครอบครองโดยอ้างเอกสารสิทธิกระบวนการหลังจากนี้ตนจะเร่งรวบรวมข้อมูลเอกสารหลักฐานทั้งหมดเพื่อทำหนังสือไปยังกรมที่ดินโดยตรงเพื่อขอระวางที่ดินทั้งหมดบริเวณดังกล่าวตลอดทั้งแนวชายหาดเพื่อดูว่ามีเอกสารสิทธิครอบครองพื้นที่กี่รายและออกเมื่อไหร่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่แต่เอกสารสิทธิที่ได้มาตอนนี้จากฝ่ายปกครองพบว่าเนื้อที่หน้าหาดประมาณ 30 ไร่เศษมีการขอออกเป็นน.ส.3 ก. และมีการแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยกว่า 17 แปลงเพื่อจัดสรรขายให้กับบุคคลที่ 3 หลังจากได้เอกสารจากกรมที่ดินแล้วหากตรวจสอบพบว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบก็จะทำเรื่องเสนอให้กรมที่ดินทำการเพิกถอนตามประมวลกฎหมายที่ดินม.61 และดำเนินการเอาผิดย้อนหลังกับจนท.รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องซึ่งตอนนี้ยังระบุไม่ได้ว่ามีจนท.รัฐจากหน่วยงานไหนบ้างที่มีเอี่ยวส่วนเอกชนที่ถือครองที่ดินในปัจจุบันเชื่อว่าหลายรายไม่ได้รู้เห็นกับการออกเอกสารสิทธิแต่เข้ามาซื้อและจับจองที่ดินเพราะเห็นว่าเจ้าของเดิมมีเอกสารสิทธิจึงซื้อมาด้วยความบริสุทธิ์ใจแต่ต้องดูพยานหลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้งและยืนยันว่าจะตรวจสอบทั้งหมด 125 ไร่.